Monday, 6 April 2009

คำประกาศเยาวชนอาเซียน

พวกเราเยาวชนจากกลุ่มประเทศอาเซียน---เยาวชนจากองค์กรต่างๆในแปดประเทศ (กัมพูชา อินโดนีเซีย สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหภาพพม่า มาเลเซีย ฟิลลิปปินส์ ไทย และเวียตนาม รวมทั้งเกาหลี) พวกเราต้องการสื่อสารข้อเรียกร้องในฐานะตัวแทนเยาวชน คนรุ่นใหม่ผู้สืบทอดแห่งอนาคต

พวกเรามารวมตัวกันที่กรุงเทพ ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๒ เพื่อเรียนรู้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับอาเซียน และประเด็นต่างๆรวมทั้งข้อกังวลที่เรากำลังเผชิญอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ภูมิภาคอาเซียน และพวกเราเยาวชน พวกเราร่วมกันแลกเปลี่ยนในประเด็นที่กำลังดำเนินงานกันอยู่ไม่ว่าจะเป็น การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสร้างสันติสุข สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่นคงทางอาหาร โลกาภิวัตน์ และความสุขมวลรวมประชาชาติ

พวกเรายืนยันความเป็น ตัวตนร่วมกัน ในฐานะเยาวชนอาเซียน เชื่อมร้อยด้วยความมุ่งหวังในฐานะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน พวกเรารวมตัวกันในฐานะเยาวชนซึ่งมีเจตน์จำนงเดียวกันเพื่อประเทศของเรา ภูมิภาคของเรา และประชาชนของเรา พวกเราเฉลิมฉลองความหลากหลายของรากเหง้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความเข้มแข็ง และเป็นรากฐานของการสมานฉันท์และความเป็นเอกภาพแห่งอาเซียน

พวกเรา เยาวชนแห่งอาเซียน ขอยืนยันว่า :

# ในขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่ความเป็นองค์กรที่เป็นทางการแห่งรัฐ อาเซียนต้องปรับตนเองและเคลื่อนตัวสู่องค์กรและกลไกที่มีมาตรฐานสูง ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสวัสดิการของประชาชน มาตรฐานและกลไกดังกล่าวต้องการการดำเนินการที่เหมาะสมและจริงจังเพื่อให้ คำพูดและความคิดต่างๆเป็นจริงขึ้นมาได้


#อาเซียนในฐานะองค์กรระดับภูมิภาค ต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับรูปแบบการกดขีดประชาชนในภูมิภาคทุกรูปแบบ ประชาชนผู้ซึ่งต้องอดทนกับการลดลงของเสรีภาพอีกทั้งยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบและระดับที่แตกต่างกัน

#อาเซียน เพื่อจะก้าวสู่สังคมเกื้อกูลอย่างแท้จริง จะต้องตั้งอยู่บนกรอบคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างสันติภาพ

#อาเซียนและกลุ่มประเทศสมาชิกต้องตระหนักและให้การสนับสนุนบทบาทและการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการพัฒนาด้านสังคม ในระดับชุมชน ประเทศและระหว่างประเทศ

#พวกเรามีพันธะสัญญาในการทำงานร่วมกันในฐานะเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน และการก่อรูปของปัจเจกและเครือข่ายองค์กรต่างๆซึ่งจะเข้าร่วมกิจกรรม ประเด็นต่างๆในฐานะเยาวชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเราขอเสนอข้อเสนอซึ่งมาจากการประชุมกลุ่มย่อยของเยาวชน ๕ กลุ่มย่อย ดังต่อไปนี้:

ประเด็นสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

1. พวกเราขอเรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม (ASEAN Senior officials on the Environment--ASOEN) ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม (องค์กรพัฒนาเอกชน, องค์กรมวลชนและองค์กรอิสระ) อย่างโปร่งใส ในการสร้างแรงกดดันให้แก่กลุ่มทุนซึ่งจะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและกำกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในโครงการต่างๆและกระบวนการผลิตที่อยู่บนฐานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง

2. พวกเราเสนอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมจัดทำมาตรฐานสำหรับกลุ่มประเทศสมาชิกในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความตระหนัก เพื่อนำสู่การพัฒนาอาชีพ ทางเลือกและการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม


3. พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนบังคับใช้นโยบายเศรษฐกิจที่สมดุลและเอื้อกับระบบนิเวศ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะนำสู่การปรับปรุงสิทธิของคนท้องถิ่นในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนฐานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

1. พวกเราต้องการองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่เป็นอิสระจากรัฐบาล เพื่อให้เกิดกระบวนการสืบสวนในประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นธรรม ไม่ลำเอียง ในกลุ่มประเทศอาเซียน
2. พวกเราเรียกร้องให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต้องปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของเยาวชนและนักศึกษา (ตัวอย่างเช่น สิทธิในการรวมตัวและรณรงค์ในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิในการก่อตั้งองค์กรนักศึกษา เพื่อประกาศสิทธิเสรีภาพในความเชื่อและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อแสดงออก เพื่อการรวมตัวกันอย่างสันติ เพื่อการเข้าถึงทางการศึกษา เสรีภาพทางวิชาการ เพื่อสัมมาอาชีพ และเพื่อสิทธิด้านการศึกษา)
3. พวกเราเรียกร้องให้อาเซียนและประเทศสมาชิกปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวนมากอย่างเป็นประชาธิปไตย

ประเด็นโลกาภิวัตน์และความสุขมวลรวมประชาชาติ

1. เราเรียกร้องให้อาเซียนส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการจัดทำนโยบายและการตัดสินใจทางนโยบายนอาเซียน

(ก) อาเซียนต้องสนับสนุนการก่อตั้งเครือข่ายเยาวชน การแลกเปลี่ยนและความสมานฉันท์ของเยาวชน
(ข) อาเซียนและประเทศสมาชิกต้องส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมอาสาสมัครเยาวชน

2. พวกเราเรียกร้องให้อาเซียนเสริมความเข้มแข็งและส่งเสริมการให้ความเคารพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

(ก) อาเซียนต้องส่งเสริมและสนับสนุนทางเลือกทางการศึกษาและหลักสูตรความรู้ท้องถิ่น
(ข) อาเซียนต้องสนับสนุนนโยบายประชาชนเป็นศูนย์กลางและเพิ่มงบประมาณสวัสดิการสังคมสำหรับเยาวชน
(ค) อาเซียนต้องส่งเสริมและสนับสนุนกิจการ/การริเริ่มของเยาวชนแบบยั่งยืน
(ง) อาเซียนต้องส่งเสริมและปกป้องตลาดสินค้าท้องถิ่นจากผลกระทบจากโลกาภิวัติน์ที่มีต่อการผลิตอาหาร
(จ) อาเซียนต้องคุ้มครองคนงานเยาวชนจากการกดขี่อันสืบเนื่องจากโลกาภิวัตน์

ประเด็น การสร้างสันติภาพ

พวกเราเชื่อว่าความพยายามของอาเซียนในการสร้างสันติภาพจะต้องอยู่บนฐานกรอบคิดสิทธิมนุษยชน

- อาเซียนต้องส่งเสริมและจัดตั้งเครือข่ายเยาวชนสำหรับการสร้างและการศึกษาด้านสันติภาพ (หลักสูตรที่กระตุ้นให้เยาวชนตระหนักและให้ความเคารพทัศนะมุมมองที่หลากหลาย)
- อาเซียนต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน เพื่อการสร้างอนาคตและการเคารพในการกำหนดตนเองในทุกระดับ
- บทบาทของอาเซียนต้องควบคุมการแทรกแซงในเรื่องการทหารและการค้าเสรีของต่างชาติ อาเซียนต้องยืนยันความเป็นประเทศและภูมิภาคในจัดการกิจการภายในอย่างสันติ

ประเด็นการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่และผลกระทบจากอาเซียน ในฐานะประชาชนอาเซียน พวกเรานำเสนอข้อเสนอดังนี้

• สำหรับการดำเนินงานของชุมชนทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ควรจะมีโครงการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและการศึกษาแก่ประชาชนในระดับรากหญ้า
• การดำเนินการด้านเศรษฐกิจ ควรจะมีการจัดทำมาตรฐานสำหรับการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม
• เพื่อเสริมความเข้มแข็งในกิจกรรมของเจ้าหน้าที่อาเซียนระดับสูง ต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม มากกว่าระดับรัฐมนตรี และทบทวนข้อตกลงว่าด้วย “การไม่แทรกแซงในกิจการภายในประเทศสมาชิก” ซึ่งเป็นตัวกีดกันการดำเนินงานตามกลไกการทำงานของอาเซียน

๒๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๒
กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย


องค์กรร่วมจัด : มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม, มูลนิธิชีวิตไท, เซียก้า, แอคชั่นเอด ประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา


ติดต่อประสานงาน: ๔๐๙ ซอยโรหิตสุข ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ห้วยขวาง กรุงเทพ ๑๐๓๒๐ ประเทศไทย โทรศัพท์ ๐๒-๖๙๑-๐๔๓๗-๙; www.thaivolunteer.org

ค่ายเยาวชนอาเซียน : พลังเยาวชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

กมล หอมกลิ่น เครือข่ายเยาวชนอาเซียน

ค่ายเยาวชนที่จัดขึ้น ณ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 16 – 19 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นการรวมตัวกันของเยาวชนจากหลายประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทย และเกาหลีใต้ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เยาวชนมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและเตรียมประเด็นยื่นข้อเสนอต่อผู้นำอาเซียนในการที่เข้าไปมีส่วนร่วมของพลเมืองเยาวชนภาคประชาชน


เยาวชนที่เข้าร่วมมีประมาณ 90 คน ทั้งนี้เป็นการจัดค่ายเพื่อให้เยาวชนจากหลากหลายประเทศได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์การทำงานจากพื้นที่ของแต่ละประเทศ ประเด็นหลักที่มีการพูดคุยกันมีอยู่ 5 ประเด็น คือ วิกฤติอาหาร สันติภาพ การจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ผลกระทบโลกาภิวัตน์และการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ

เรื่องใหญ่โตในแต่ละประเด็นที่กล่าวมาในเบื้องต้นถึงแม้ในใจแต่ละคนที่เข้าร่วมงานจะมีพลังฮึกเหิมเพราะได้รับแรงประทะจากการกดดันของภาครัฐโดยเฉพาะเยาวชนที่มาจากพม่าที่มีปัญหาด้านการเมืองและการละเมิดอธิปไตยส่วนบุคคล แต่ในอีกมุมหนึ่งเยาวชนที่เข้าร่วมงานก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้เกิดขึ้นในค่ายได้
เสียงเพลงอาเซียนดังขึ้นพร้อมกับจังหวะดนตรีเบาๆจากนั้นจึงเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองของแต่ละคนซึ่งได้มีการแบ่งกลุ่มพูดคุยตามประเด็นที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น สิ่งที่เยาวชนสะท้อนออกมาในเชิงรูปธรรมคือ การอยากให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของภาคประชาชนและการเข้าใจวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้เรื่องการศึกษาก็เป็นสิ่งที่เยาวชนนำเสนอเพราะมองว่าระบบการศึกษาปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อชุมชนและการดำรงชีวิต


นอกจากนี้สิ่งที่เยาวชนให้ความสำคัญคือเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยโดยเฉพาะการละเมิดสิทธิในพม่ารวมทั้งปัญหาสามจังหวัดชายแดนในภาคใต้ของประเทศไทยที่ยังคงมีปัญหารุนแรง เยาวชนมองว่าหลายอย่างเกิดจากความไม่เข้าใจของภาครัฐและผู้นำแต่ละประเทศที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจนลืมมองปัญหาระดับบุคคลและชุมชน อีกทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน
นาย Pham Tran Thang Long เยาวชนเวียดนาม จากสถาบัน Tradition and Development Research Institute ในเมืองฮานอยของเวียดนาม กล่าวว่าการเข้าค่ายครั้งนี้ได้มีโอกาสพูดคุยเนื้อหาที่เป็นรายละเอียดเชิงลึกของแต่ละประเทศในแถบอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเยาวชนในกระบวนการพัฒนาอาเซียนและอีกทั้งมีโอกาสได้พูดและฝึกกระบวนการทำงานที่เป็นประเด็นร่วมในระดับภูมิภาคซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักว่าทุกอย่างเป็นปัญหาร่วมกันไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งแต่จำเป็นต้องทำร่วมกัน เช่น การจัดการทรัพยากรและนโยบายด้านพลังงาน เพราะแต่ละคนใช้ทรัพยากรในจำนวนที่มาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เกิดผลกระทบเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิลและวัฒนธรรม โดยเฉพาะสำหรับประเทศในแถบภูมิภาคที่มีความยากจน


นางสาว Si Phoung เยาวชนจากประเทศพม่าจาก Earthrights International and International Accountability Project กล่าวว่าประเด็นในพม่าที่เป็นปัญหามากที่สุดตอนนี้คือการละเมิดสิทธิ์ทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม โดยเฉพาะเรื่องโครงการสร้างเขื่อนต้าซางอยู่ที่จังหวัดเมิงโต๋นทางตอนใต้ของรัฐฉานติดกับชายแดนไทยกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งก่อให้เกิดการอพยพผู้คนจากพื้นที่ประมาณ 300,000 คน นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ซึ่งเป็นช่วงการเริ่มเจรจาที่จะมีแผนการสร้างเขื่อน โครงการนี้เป็นโครงการร่วมมือจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าในการทำสัญญาร่วมกัน ซึ่งชาวบ้านที่โดนอพยพไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆจากรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มทหารที่เป็นหน่วยงานที่จัดการด้านการคุ้มกันยังรังแกข่มเหง มีการละเมิดข่มขืนถึงขนาดบางรายโดนเข่นฆ่า ชาวบ้านที่ถูกอพยพกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน บางส่วนก็อาศัยอยู่ในป่าในแถบชายแดนไทยพม่าซึ่งกลายเป็นคนเถื่อน ทั้งนี้ไม่รวมเขื่อน 5 เขื่อนในเขตลุ่มน้ำสาละวินที่ก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศและผู้คน


เสียงสะท้อนที่เยาวชนร่วมกันแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนได้รับผลกระทบแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังมีรอยยิ้มเพราะหวังลึกๆ ว่าปัญหาในหลายๆประเด็นจะได้รับการแก้ไข อย่างน้อยก็เหมือนนกค่อยๆขยับปีกเพื่อโบยบินถึงแม้บางทีอาจมีลมแรงมาต้านทานแต่กระนั้นการเดินทางก็ยังไม่จบสิ้น พวกเขายังคงจะสร้างสรรค์และร่วมกันทำงานต่อเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เยาวชนคือหนึ่งกำลังหลักของแต่ละชาติที่จะเป็นกลุ่มบุคคลในการผลักดันโลกไปในทิศทางที่งดงาม จากฐานคิดการพัฒนาระดับย่อยจนถึงการคิดถึงการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคนับเป็นการก้าวย่างที่สวยงามที่จะสามารถต่อรองกับประเทศพัฒนาที่พวกเราอยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน

Thursday, 15 January 2009

เวทีเตรียมความพร้อมสำหรับเยาวชนอาเซียนในการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชาชนอาเซียน

สถานที่: สวนเงินมีมา กรุงเทพมหานคร

วันที่: 16-19 กุมภาพันธ์ 2552

เวทีเตรียมความพร้อมสำหรับเยาวชนอาเซียนในการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชาชนอาเซียน จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุ มภาพันธ์ 2552 ณ สวนเงินมีมา กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเยาวชนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชนอาเซียน ซึ่งจะขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2552 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

องค์กรแอ็คชั่นเอด ประเทศประเทศไทย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และ RRAFA จะเป็นองค์กรหลักในการจัดงานดังกล่าวโดยมีเยาวชนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนกว่า 45 คนเข้าร่วม ทั้งนี้ เยาวชนจะมีบทบาทสำคัญในเวทีซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมาคมประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asia Nations : ASEAN) และกลไกต่างๆ ของอาเซียน อันได้แก่ กฏบัตรอาเซียน และสามเสาหลักทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ในฐานะองค์กรระดับภูมิภาคซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค และยังเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เตรียมความพร้อมของตนเองในการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชนอาเซียนอีกด้วย

วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีเตรียมความพร้อมของเยาวชนเพื่อการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชนอาเซียน มีดังต่อไปนี้


เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ รูปแบบตัวอย่างการทำงานของเยาวชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญๆ ในภูมิภาค เช่น วิกฤติอาหาร สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน


เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นการเตรียมความพร้อมของเยาวชนในการเข้าร่วมเวทีภาคประชาชนอาเซียน

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนสตรี ในกระบวนการตัดสินใจของอาเซียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญของเยาวชนในภาคประชาสังคม

เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายเยาวชนในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการติดตามผลจากเวทีเตรียมความพร้อมเยาวชนอาเซียนและเวทีภาคประชาชนอาเซียนในส่วนของข้อเสนอจากเยาวชนไปยังผู้นำอาเซียน

Wednesday, 17 December 2008

จวกผู้นำอาเซียนดอดลงนามกฎบัตรอาเซียน ชี้ไร้ส่วนร่วมของประชาชน

17 ธันวาคม 2551
สำนักข่าวประชาธรรม


สืบเนื่องจากการการลงนามให้ความเห็นชอบการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ของผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN: Association of Southeast Asian Nations) ทั้ง 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ระหว่างการประชุมที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎบัตรอาเซียนซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วนั้น จะเป็นกรอบโครงทางกฎหมายหรือเปรียบเทียบได้กับการเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญของ ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติอาเซียน ที่มีประชากรราว 500 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมบางส่วน มีความห่วงใยว่าการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียนครั้งนี้ นอกจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว จะย่อมส่งผลกระทบอย่างอื่นตามมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

นาย จักรชัย โฉมทองดี กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch Group) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าอาเซียนจะมีคำขวัญว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่กระบวนการมีส่วนร่วมก็ยังขาดอยู่มาก ทั้งนี้ ไม่ได้ขาดแค่ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยน้อย ไม่ว่าจะเป็นบรูไน สิงคโปร์ พม่า เป็นต้น แต่ยังขาดในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทย และประเทศอื่นอีกด้วย ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามคำกล่าวอ้างนั้น ดังนั้น กระบวนการทำงานของสมาคมประชาชาติอาเซียนจึงเป็นกระบวนการของคนชั้นนำทำ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าแนวความคิดความต้องการไม่ได้ขึ้นมาจากประชาชน

นายจักรชัย กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ต้องมีกฎบัตรอาเซียน ประการที่หนึ่ง คือ ที่ผ่านมาอาเซียนยังไม่ได้มีสภาพเป็นนิติบุคคล ไม่ได้มีสภาพที่จะเปิดทำสัญญาพันธกรณีกับใครอย่างเป็นทางการ และอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เป็นปัญหาของอาเซียนเหมือนกัน ดังนั้น การเจรจาทางเศรษฐกิจต่างๆ แม้ว่าจะคุยกันในนามอาเซียน แต่เมื่อถึงคราวลงนามและผูกมัดแล้ว กลับยังเป็นในระดับประเทศต่อประเทศ เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาเซียนติดขัดมากในการที่จะไปทำพันธกรณีต่างๆ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ประการที่สอง ที่ผ่านมา อาเซียนยังไม่มีสภาพบังคับระหว่างกัน หมายความว่าถ้าหากมีการตกลงอะไรระหว่างกันขึ้นมา แล้วประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ดำเนินการตาม ก็ไม่มีกฎหมายใดในภูมิภาคที่สามารถเอามาบังคับใช้ได้ เพราะนั้นมันก็จำเป็นต้องมีกฎหมายอะไรร่วมกัน และจึงเป็นเหตุผลให้เกิดการลงนามกฎบัตรอาเซียนในที่สุดทั้งนี้ ผลที่ตามมาจากกฎบัตรอาเซียนซึ่งเป็นเหมือนกฎหมายสูงสุดในระดับภูมิภาค ที่จริงตัวกฎบัตรอาเวียนมีรายละเอียดน้อย เพราะฉะนั้นก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีกฎหมายลูก มี พ.ร.บ.อะไรต่างๆ ออกมา เพื่อทำให้เกิดการปฏิบัติได้ตามแนวทาง แนวนโยบายร่วมกัน โดยในส่วนของกฎบัตรอาเซียนก็มีการแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านความมั่นคงทาการเมือง 3. สังคมวัฒนธรรม

กฎบัตรอาเซียนเปรียบเทียบได้กับการเป็นรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นรัฐธรรมนูญสำหรับ 10 ประเทศร่วมกัน เพื่อที่จะใช้บังคับให้ทุกคนยืนอยู่บนมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน มีแนวปฏิบัติที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เหตุผลสองประการที่กล่าวข้างต้น ก็เป็นสาเหตุของการมีกฎบัตรอาเซียนขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ประเด็นของประชาชนกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เป็นประเด็นนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐมากกว่า นายจักชัย กล่าว

นายจักรชัย กล่าวต่อว่า กฎบัตรอาเซียนที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วง และข้อควรระวัง คือ ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการระบุเรื่องการทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดเดียว ฐานการผลิตเดียว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งหมายความว่าทั้งอาเซียนจะเปิดเป็นตลาดเดียว ไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างกัน แล้วแนวคิดฐานการผลิตเดียวก็มองว่าอาเซียนเป็นหนึ่งหน่วยการผลิต เช่น สมมติว่าประเทศไทยผลิตข้าวเก่ง อินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องผลิตก็ได้ เพราะประเทศไทยผลิตแล้ว จะไม่มามองเส้นแบ่งทางด้านประเทศภายใน ทั้งนี้ ทิศทางด้านการเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ยกตัวอย่างเช่น หากมีบริษัทจากสหรัฐอเมริกามาลงทุนในสิงคโปร์ แล้วอยากจะเข้ามาเปิดในไทย ประเทศไทยก็ต้องเปิดตามเพราะสิงคโปร์เปิดลงทุนกับสหรัฐอยู่แล้ว เราก็ต้องเปิดภายใต้กรอบอาเซียน ถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไปประเทศเราในระดับชาติ โอกาสในการบริหารทางเศรษฐกิจจะลดต่ำลงไปมากเลย และต่อไปประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องไปเจรจา เอฟทีเอ กับใครเพราะว่าการเปิดการค้าเสรีจะเข้ามาในลักษณะซ่อนรูป ผ่านทางประเทศอื่นที่เขามีการเปิดอยู่แล้ว เป็นต้น

การเปิดเสรีทางการค้าแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น ผมไม่คิดว่าแนวคิดเช่นนี้จะนำพามาซึ่งประโยชน์ที่แท้จริง กล่าวคือ สินค้าต่างๆ อาจจะมาจากนอกภูมิภาค การตรวจหาแหล่งกำเนิดสินค้า การจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นบริษัทที่มีแหล่งที่มาจากประเทศในอาเซียนมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีการเปิดเสรีทางการค้า แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่ามีการตกลงหารือกันในรายละเอียดอย่างไร มีการกำหนดคำจำกัดความกับเรื่องเหล่านี้อย่างไรด้วย เพราะที่ผ่านมา อาเซียนก็มีการเปิดค้าเสรีมานานแล้ว ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2535 แต่ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าในบางธุรกิจ และอุตสาหกรรมของบางประเทศมีการปกป้องตัวเองสูง เขาอาจจะไม่พร้อมที่จะเปิด ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อาจจะเกิดแรงเสียดทาน อาจจะไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติช้า ทั้งที่ทุกประเทศแนะแนวว่าต้องใช้ตลาดเสรี ในขณะที่บางประเทศอยากที่จะเก็บความยืดหยุ่นทางการค้าไว้นิดหน่อย นายจักรชัย กล่าว

นายจักรชัย กล่าวเสริมอีกว่า การประกาศใช้กฎบัตรอาเซียนจะย่อมมีผลกระทบต่อการแก้ไขกฎหมายบางอย่างในระดับ ประเทศอีกด้วย เพราะในอนาคตประชาชนจะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงในระดับประเทศอย่างเดียวไม่ ได้แล้ว เช่น หากประชาชนไทยไม่เห็นด้วยกับมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญไทย ที่ระบุเรื่องเศรษฐกิจเสรี จึงต้องการแก้ไข การแก้ไขนั้นก็อาจไม่มีผลอะไร เพราะว่าสิ่งใหญ่กว่าก็คือกฎบัตรอาเซียนที่ยังคงระบุเรื่องการเปิดการค้า เสรีอยู่ ต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขในระดับอาเซียนด้วย แต่การจะขอให้แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนยินยอมพร้อมให้แก้ไข ก็เป็นไปได้ยากมากอย่างไรก็ตาม

นายจักรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการรวมตัวสร้างความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ทำให้การค้าในระดับภูมิภาคมีความสำคัญมากไปกว่าการค้ากับภายนอกภูมิภาค แต่นั่นก็ย่อมอยู่ที่ว่าเป็นการรวมตัวกันบนพื้นฐานอะไร อย่างกรณีกฎบัตรอาเซียนที่เป็นกรอบการรวมตัวกันบนพื้นฐานหลักการตลาดเสรี ตนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากๆ และมีข้อควรระวังในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาแบบซ่อนรูปต่างๆ ของบริษัทข้ามชาติ อย่างที่พูดไปข้างต้น แต่หากมองในระดับภูมิภาค กฎบัตรอาเซียนน่าจะทำให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในภูมิภาค มาติดตาม ทำอะไรร่วมกัน วางแผนร่วมกันในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ในอาเซียนมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนก็เป็นแบบประเทศใครประเทศมันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้พอจะทำอะไรแล้ว ก็ต้องทำในระดับอาเซียน

ตัวลายลักษณ์อักษรของกฎบัตรอาเซียนหลายอย่าง ผมก็ยังมองหาทางไม่ออกว่าจะไปแก้ไขอย่างไร เพราะก็ไม่ลืมว่าอาเซียนหลายประเทศ เขาไม่ได้มีพื้นที่อย่างนี้ให้กับประชาชนอยู่แล้ว เราผลักดันรัฐบาลของเราได้ แต่ว่ารัฐบาลพม่าไม่มีใครผลักดัน มันก็ลำบาก เพราะมันต้องใช้ฉันทามติเห็นร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด นายจักรชัย กล่าวทิ้งท้าย.

ที่มา: http://www.newspnn.com/V2008/detail.php?code=n6_17122008_01

Thursday, 11 December 2008

แถลงข่าว: ความคืบหน้าในส่วนของเยาวชนกับการจัดเวทีมหกรรมประชาชนอาเซี่ยน

เวทีมหกรรมประชาชนอาเซียน มีนาคม พ.ศ. 2552
โดย จิรภัทร บัวอิ่น, ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนอาเซี่ยน


เครือข่ายเยาวชนต่างๆ ในประเทศลุ่มน้ำโขง ได้มีการจัดกิจกรรมในการเชื่อมสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งจัดการประชุมนานาชาติ เวทีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross Nation Happiness: GNH) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานปี พ.ศ. 2549 – 2550 ที่ผ่านมา

ส่วนของกลุ่มเยาวชนได้มีเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีกิจกรรมลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาที่เน้นเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ กล่าว คือ การส่งเสริมการพัฒนาประเทศที่เน้นการความสุขที่แท้จริง มองเรื่องคุณค่าของคนและชุมชน สังคม เป็นสำคัญ มากกว่าการมุ่งพัฒนาการเจริญโตด้านเศรษฐกิจ นั้น เป็นหนทางแห่งความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในมุมมองในส่วนของเยาวชน พวกเราเห็นว่าการพัฒนาสังคมควรอยู่บนพื้นฐานของสังคมวัฒนธรรมภูมิปัญญาของ สังคมนั้นๆ

ใน ปีนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทางเครือข่ายกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะแกนนำเยาวชนในประเทศลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า มีการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมเวที มหกรรมประชาชนอาเซียน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ส่วนของเยาวชนไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การกระบวนการเรียนรู้ เรื่อง “อาเซียน 101” เพื่อทำความเข้าใจอาเซียน กฎบัตร ศึกษารากเหง้าของคนอุษาคเนย์ และจัดทำข้อเสนอต่ออาเซียนโดยเยาวชน
สิ่งที่ทำมาแล้ว

ระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 7-14 ตุลาคม2551 ก็ได้มีการจัดกระบวนเรียนรู้ของเยาวชน ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความสามัคคี มิตรภาพอันดีของเยาวชนลุ่มน้ำโขง ส่ง เสริมเยาวชนในการสร้างเครือข่ายกับการเคลื่อนไหวทั้งในลุ่มน้ำโขงและอาเซียน พัฒนาความรู้เรื่องวิกฤตด้านอาหารและพลังงาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาในอาเซียน

สิ่ง สำคัญจากค่ายเยาวชนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสถานการณ์เยาวชน เราได้พบว่า สถานการณ์ของเยาวชนในแต่ละประเทศมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ด้านสังคม เช่น คนหลงลืมรากเหง้าวัฒนธรรมของตน ความ สัมพันธ์ของคนในครอบครัวเริ่มลดลง พ่อแม่ต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาในอบรมสั่งสอน ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก คนอพยพย้ายถิ่นจากภาคชนบทสู่เมือง คนวัยหนุ่มสาวเรียนจบแล้วตกอยู่ในสภาวะ ไม่มีงานทำ

ด้าน การศึกษา การศึกษาไม่มีคุณภาพ ไม่สอนให้คนรู้จักตนเอง คุณค่าในอัตลักษณ์ในความเป็นชาติพันธุ์ของตน แต่กลับมุ่งเน้นในการสอนคนเพื่อรองรับกับงานจัดการในภาคอุตสาหกรรมเสียเป็น ส่วนมาก คนจึงกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูกในสังคมทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน

ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าลดจำนวนลงมาก เนื่องมาจากการตัดไม้ทำลายป่า ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า พื้นที่การเกษตรที่นากลายเป็นพื้นที่ของพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาดินเสื่อม ไม่มีคุณภาพ น้ำเสีย ปัญหาขยะล้นเมือง เป็นต้น

ด้วย สถานการณ์ดังกล่าว สิ่งเร่งด่วนและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีเวทีของการแลกเปลี่ยน และเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของชุมชน สังคมของตน ดังนั้น ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 กลุ่ม เยาวชนในประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และองค์กรพี่เลี้ยง คือ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม แอคชั่นเอดประเทศไทย มูลนิธิชีวิตไท และเครือข่ายเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา จะจัดกิจกรรมเยาวชน 2 ช่วง คือ

ช่วงแรก เวทีเตรียมพร้อมของเยาวชน ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. เปิด โอกาสให้เยาวชนมีเวทีแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การทำงานในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะ เรื่องวิกฤตด้านพลังและอาหาร สิทธิมนุษยชนและการสร้างสรรค์สันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากร
2. พัฒนาศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเวทีประชาชนอาเซียน
3. สร้าง ความเข้มแข็งของเครือข่ายเยาวชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่งเสริมให้เยาวชนมีบทบาทในการทำข้อเสนอต่อเวทีผู้นำอาเซียน (ASEAN SUMMIT)

ช่วงที่สอง กิจกรรมในห้องประชุมย่อย

มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้เยาวชนมีเวทีวิเคราะห์ สังเคราะห์ สถานการณ์ด้านต่างๆ แลกเปลี่ยนชุดประสบการณ์การทำงาน บทบาทเยาวชนกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และการจัดเตรียมข้อเสนอต่อเวทีภาคประชาสังคมอื่นๆ เพื่อเสนอต่อผู้นำอาเซียนในลำดับต่อไป

ซึ่งในวันนั้น จะมีห้องประชุมย่อย (Workshop) ในส่วนเยาวชน 4 ห้อง ซึ่งเป็นประเด็นความสนใจร่วมของกลุ่มเยาวชนอาเซียนสำคัญ ดังนี้

1. วิกฤตอาหาร และทางเลือก ทางรอด ของภาคประชาชน ในมุมเยาวชน (Bringing ASEAN Youths Voices to End Food Crisis ) By ActionAid (Thailand ) , RRAFA (Rural Reconstruction Alumni and Friends Association), and Working group from ASEAN

2.ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ และกระบวนทัศน์คนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมบนฐานความสุขมวลรวมประชาชาติ
(Impact of Globalization and GNH Youth Movement) By Youth for Local Wisdom Network(YLW), Thai Volunteer Service Foundation(TVS) , Cambodian Volunteer for Society(CVS)

3.เยาวชนกับการสร้างสันติภาพ
(Youth and Empowerment Peace Building) By Youth for Peace ,Cambodia

4.เยาวชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
(Diversity of community and natural resources management : Land, Forest, Water)
By Lao Youth network, Thai youth groups, Social Policy Ecology Research Institute (SPERI) Vietnam, Mlup Baitong , Urban Poor Development Fund Phnom Penh, Khmer Youth and social Development, Cambodia , Kehan, Burma partnership

เพิ่มข้อเสนอรูปธรรมของเยาวชน คือ

1. สนับสนุนเยาวชนในบทบาทของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ทั้ง 3 เสา ครอบคลุมเรื่อง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม ของอาเซียน

2. การพัฒนาประชาคมอาเซียนต้องเน้นพัฒนาคน ส่งเสริมเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในอาเซียน ให้จิตสาธารณะ ทำประโยชน์เพื่อสังคม

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของเยาวชน

เครือข่ายเยาวชนอาเซียน, มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม, มูลนิธิชีวิตไท , แอคชั่นเอด ประเทศไทย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

Wednesday, 10 December 2008

แม่ทา : อาหารบนแผ่นดินของตัวเอง

19 พฤศจิกายน 2551
เรื่องและภาพ โดย ทิพย์อักษร มันปาติ, สำนักข่าวประชาธรรม

www.localtalk2004.com


ความย่อ : แม่ ทา ชุมชนในเขตป่าที่อดีตเป็นถูกเรียกว่า ชุมชนกาฝากได้ปรับพัฒนาชุมชนตนเองกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการทำเกษตรอินทรีย์ที่เลี้ยง ครัวเรือนได้ ผู้นำชุมชนแม่ทาได้ถ่ายทอดประสบการณ์สู่กลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำโขงจากประเทศ เพื่อนบ้าน ในเรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพิงตัวเองท่ามกลางแรงบีบคั้น ของระบบเกษตรอุตสาหกรรม

เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมและสังเกตการณ์ในโครงการค่ายเยาวชนลุ่มน้ำโขงเพื่อ การพัฒนาสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 7-14 ตุลาคม 2551 ที่ จ.เชียงใหม่ ในครั้งนี้มีกลุ่มเยาวชนจาก 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง คือ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา (จีน-ประเทศแรกซึ่งอยู่ทางต้นน้ำของแม่น้ำโขง ปีนี้ไม่ได้ส่งเยาวชนมาเข้าร่วม) มาร่วมเรียนรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหา สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในภูมิภาคนี้ และทั่วโลก คือ สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น เพื่อค้นหาแนวทางเลือกในการสร้างความมั่นคง และอธิปไตยทางอาหาร ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริงกับบริบทท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ในการนี้ เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนลุ่มน้ำโขงเพื่อการพัฒนาสังคม ได้ลงพื้นที่ศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์การสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทาง อาหารของชุมชนรูปธรรม ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ชุมชน ต.แม่ทา เป็นหนึ่งพื้นที่รูปธรรมซึ่งมีจุดเด่นด้านแนวคิด และวิถีการผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตยทางอาหาร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชุมชนมีบทเรียน และชุดประสบการณ์ที่น่าสนใจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม -ป่าชุมชน และการทำเกษตรกรรมยั่งยืน หรือ เกษตรอินทรีย์-ปลอดการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าแมลง โดยปัจจุบันเกษตรกรหลายคนทำแปลงเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานเพื่อสร้างความมั่น คงทางอาหารให้ตนเองจากต้นทุนผืนดินที่มีอยู่ และรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทามาจนปัจจุบัน ในโอกาสนี้ จึงนำเรื่องราว ข้อมูล ความรู้ ที่ได้จากชุมชนแห่งนี้ รวมถึงความคิดเห็นบางส่วนจากตัวแทนเยาวชน-คนรุ่นใหม่ ผู้จะเป็นพลังแห่งอนาคตในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้ มาให้ผู้อ่านได้ติดตามกันค่ะ

-1-

แม่ทา: พลิกฟื้นผืนป่า-ร่วมจัดการทรัพยากรชุมชน-ทำเกษตรอินทรีย์-สร้างฐานอาหารมั่นคง

เมื่อครั้งหนึ่งในอดีต ชุมชน ต.แม่ทา เคยถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ชุมชนกาฝากด้วยเหตุเพราะมีความทุรกันดารสูง ไม่สามารถเข้าถึงการบริการต่างๆ ของรัฐได้ เช่น การศึกษา ระบบอุปโภค สาธารณูปโภค ซ้ำยังเคยเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้สัมปทานป่าไม้สัก ไม้ทำหมอนรถไฟ แก่บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 และปี พ.ศ. 2512 1

หลังจากสัมปทานป่าไม้สิ้นสุด สิ่งที่เหลือคืนให้ชุมชน ต.แม่ทา คือ สภาพ ป่าแล้งน้ำ คนในชุมชนต่างได้รับผลกระทบจากการที่รัฐรวบอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไม่มีส่วนร่วมของชุมชนนี้ แต่ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ผืนป่า และสายน้ำ กลับคืนมาหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ต.แม่ทา อีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ของพลังชุมชนที่ร่วมกันทุ่มเทฟื้นฟู ดูแล และรักษาทรัพยากรป่า ให้ฟื้นคืนจากการถูกตัดโค่นในยุคสัมปทานป่า โดยการร่วมกันกำหนดแนวเขตป่าป่าชุมชนกว่า 60,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เขตต้นน้ำ ห้ามทำการรุกล้ำ และพื้นที่ป่าใช้สอย สามารถเข้าไปทำกินได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งหมด

ในขณะที่ผืนป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ต.แม่ทา เริ่มกลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์จากการร่วมกันดูแลของคนในชุมชนหลังจากการ ปิดป่าสัมปทานไปแล้ว และภายหลังต่อมารัฐบาลได้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 696,250 ไร่ หรือ 1,114 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ 2 และท้องที่อำเภอบ้านธิ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยพื้นที่ป่าบางส่วนของ ต.แม่ทา ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ นี้ กลับถูกเหมารวมเป็นผู้บุกรุก ป่าของรัฐ

นับแต่ยุคสัมปทานป่าถึงยุคที่รัฐทำตัวเป็นเจ้าป่า-เจ้าเขาโดยมีท่าทีไม่อยากจะยอมรับความจริงว่าคนอยู่กับป่าได้นั้น ทำให้เกิดการรังวัดแนวเขตป่าอุทยานแห่งชาติไปทับกับ ป่าซึ่งเป็นทั้งบ้านที่อยู่อาศัยและแหล่งหาอยู่หากินแต่เดิมมาของชาวบ้าน ส่งผลให้หลายพื้นที่ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศต่างได้รับผล กระทบจากความพยายามสารพัดวิธีของหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้-อุทยาน ที่ต้องการให้คนออกไปจากป่าให้หมด

พื้นที่ ต.แม่ทา เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากแนวคิดเอาคนออกจากป่า นอกจากที่ผ่านมาจะได้ลุกขึ้นมายืนยันสิทธิและความชอบธรรมของคนอยู่กับป่า โดยแสดงเจตนารมณ์ และพิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงสิทธิจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน โดยการกำหนดแนวเขตป่าต้นน้ำ-ป่าชุมชน แล้ว ยังรวมไปถึงการที่คนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงและ อธิปไตยทางอาหาร โดยค่อยๆ ปลดแอกตัวเองให้หลุดจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ ที่พ่วงมาพร้อมกับการใช้ปุ๋ย-สารเคมี บำรุงพืช อย่างเข้มข้น จนกลายเป็นประหนึ่งโซ่ล่ามขาผูกไว้กับความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพที่เสื่อมทรุด และหนี้สินที่พอกพูนขึ้นอย่างแทบไม่ทันตั้งตัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ เรียกได้ว่า ชุมชน ต.แม่ทา ได้พิสูจน์ถึงความเป็นหนึ่งในชุมชนตัวอย่างด้านการจัดการทรัพยากรอย่างมี ส่วนร่วม และการทำเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างชัดเจน (เกษตรกรรมยั่งยืน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกษตรอินทรีย์ - ปลอดจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลง) โดยมีเกษตรกรหลายคนเป็นตัวแทนรูปธรรมของการสร้างความมั่นคงทางและอธิปไตยทาง อาหารให้กับตนเองจากต้นทุนผืนดินที่มีอยู่ ประสบการณ์ดังกล่าวของชุมชน ต.แม่ทา ที่ผ่านมา เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาศึกษา-แลกเปลี่ยน ข้อมูล ความคิด ประสบการณ์ สถานการณ์ อย่างต่อเนื่อง และก็ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามบ้าง

-2-

เกษตรยั่งยืน: เปลี่ยนดินติดหนี้ ให้เป็นดินที่กินได้

พ่อเจริญ โปธาสุ เกษตรกรชาวบ้านแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งเขาตั้งความหวังไว้ว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์น่าจะให้ ผลกำไรที่คุ้มค่า และสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจของครอบครัวให้ดีขึ้น ทว่า หลังจากลงมือ-ลงทุน ปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในแปลงนาข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ได้ไม่นาน กลับได้หนี้ก้อนโตกว่า 120,000 บาท เป็นผลตอบแทนต่างกำไร เพื่อปลดตัวเองออกจากหนี้สินที่สะสมพอกพูนขึ้นมา เขาเริ่มตั้งคำถามต่อแนวทางการเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ และคิดหาออกว่าจะทำอย่างไรให้อยู่เอย่างยั่งยืนโดยใช้ต้นทุนที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน ที่มีอยู่ จึงเริ่มศึกษารูปแบบการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่ลงทุนแต่พอประมาณแต่ได้ผลยั่งยืน ไม่ใช่ยิ่งลงทุนกลับยิ่งเสี่ยงไปไม่รอด อย่างเช่นที่ผ่านมา


ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 8 ปี แล้ว ที่พ่อเจริญ ดำเนินวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์-ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี สารเคมี หรือยาฆ่าแมลงในการดูแลบำรุงพืช แต่กว่าจะตัดสินใจเลือกหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนได้ เขาใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อศึกษาข้อมูล และจดเก็บบันทึกรายละเอียดรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนอย่างรอบคอบ

พ่อเจริญ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปี ก่อนเริ่มพลิกวิถีการทำเกษตรแบบเน้นขายเข้าตลาดมาสู่การทำเกษตรกรรมแบบ ยั่งยืนว่า แปลงนามรดก 1 ไร่ กับ 3 งาน ที่มีอยู่เป็นที่ปลูกข้าวทำกินมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งปี 2526 เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาชักชวนและส่งเสริมให้เกษตรกรในละแวกนั้นหันมาปลูก ข้าวโพดขาย เกษตรกรหลายคนรวมทั้งตัวเองจึงลงทุนปลูกข้าวโพดเป็นรายได้เสริมหลังข้าวในนา เก็บเกี่ยวเสร็จในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ผมทำนาข้าวสลับกับการปลูกข้าวโพดมาตั้งแต่ปี พ.. 2526-2538 ตอน นั้นที่คิดจะปลูกข้าวโพดก็เพราะว่าน่าจะได้กำไรเอามาสนับสนุนความเป็นอยู่ ของครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้ดั่งใจคิด กลับมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิมจนเป็นหนี้สิน…”

...สาเหตุที่เป็นหนี้สินเพราะรายจ่ายในครอบ ครัวสูงขึ้นด้วย และส่วนหนึ่งก็มาจากการลงทุนปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว มีระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต 60 วัน ในระหว่างนั้น ตนเองก็ไม่มีโอกาสที่จะออกไปรับจ้างข้างนอกหารายได้เพิ่ม ในขณะที่มีค่าใช้จ่าย ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สำหรับบำรุงดูแลแปลงข้าวโพด นอกจากนี้ครอบครัวก็ต้องกิน ต้องใช้ จึงจำเป็นต้องขอยืมเงินญาติพี่น้องมาใช้จ่ายก่อน เมื่อขายข้าวโพดได้แล้วถึงค่อยเอามาใช้คืน เป็นวงจรอยู่อย่างนี้จนมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พ่อเจริญ หยิบสมุดบันทึกรายรับ-รายจ่ายครัวเรือน ที่ตนเริ่มจดบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 พร้อมกับแจกแจงต้นตอปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวให้ ฟังว่า เมื่อหนี้สินเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ความเครียดก็ตามมา สุขภาพจิต ละสุขภาพกาย ก็พลอยแย่ตามไปด้วย หรือแม้กระทั่งส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ดังนั้น ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2541 จึงทำการเก็บข้อมูลเรื่องต้นทุนการทำเกษตร บันทึกรายการค่าใช้จ่ายในการอยู่การกิน เพื่อหาสาเหตุแห่งความเป็นหนี้สินว่าเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนไหน ซึ่งก็พบข้อมูลต้นทุนการใช้ที่ดินปลูกข้าว และข้าวโพดเชิงเดี่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้

ต้นทุนปลูกข้าว (.. 2541)

รายการลงทุน

ค่าใช้จ่ายการลงทุน (บาท)

1. เหมาค่ารถพรวนดิน (คิดเหมา)

2. จ้างรถไถนาก่อนปลูกข้าว

3. จ้างปลูกข้าว 5 คน

4. จ้างตัวเองดูแลรักษานาข้าว ให้น้ำ เก็บวัชพืช

5. เก็บเกี่ยวข้าว ลงแขกเอามื้อเอาวัน

6. ขนข้าวเข้ายุ้ง

7. อื่นๆ (ปุ๋ยบำรุง)

700

1,000

500

ไม่คิดค่าแรง

ไม่คิดค่าแรง

500

500


พ่อเจริญ กล่าวว่า ต้นทุนการปลูกข้าวตั้งแต่การไถพรวนดิน ปลูก ดูแลรักษา ขนข้าวเข้ายุ้งฉาง โดยเฉลี่ยคิดเป็นเงินทั้งหมดประมาณ
3,200 บาท สามารถเก็บผลผลิตข้าวทั้งหมด 70 ถัง ราคาขายข้าวในชุมชนคิดถังละ 50 บาท หรือ 3,500 บาท (70 x 50 = 3,500) สรุปแล้วหากปลูกข้าวไว้ขายจะมีกำไรสุทธิเหลือแค่ 300 บาท (3,500 – 3,200 = 300) แต่ถ้าปลูกข้าวไว้กิน ก็ต้องเสียค่าสีข้าวถังละ 5 บาท เช่น ข้าว 70 x 5 = 350 บาท นั่นก็เป็นรายจ่ายที่ตามมาด้วยเช่นกัน


สำหรับการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว 2 ครั้ง/ปี (ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าว) มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน อาทิ ค่าจ้างคนงาน ค่าจ้างไถกลบตอซังข้าวโพด ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยรองพื้น ค่าปุ๋ยกลบต้น โดยไม่ได้บวกค่าแรงของตนเอง 60 วันที่ต้องดูแลไร่ข้าวโพด รวมเป็นค่าต้นทุนทั้งหมด 5,730 บาท/ปี (2,865 x 2 = 5,730) ในขณะที่ได้ผลผลิตข้าวโพดโดยเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท หรือคิดเป็นเงิน 24,000 บาท (600 x 2 x 20 = 24,000) เมื่อหักต้นทุนออกแล้ว เหลือกำไรสุทธิเพียง 18,270 บาท (24,000 - 5,730 = 18,270)

เมื่อนำต้นทุนการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพดรวมเข้าด้วยกัน แล้ว พบว่าใช้เงินลงทุนโดยเฉลี่ย 8,930 บาท (3,200+5,730 = 8,930) หากคิดเป็นกำไรสุทธิที่ได้จากการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพด รวมเป็น 18,570 บาท/ปี (300 + 18,270 = 18,570) หรือสรุปได้ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี พื้นที่ 1 ไร่กับ 3 งาน ให้รายได้ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 กว่าบาท หรือตกวันละประมาณ 50-60 บาท/ครอบครัว

หลังจากเห็นข้อมูลว่าพื้นที่ 1 ไร่ กับ 3 งาน หากปลูกข้าวกับข้าวโพดเพียงสองอย่างนี้ ทำรายได้ให้เราเฉลี่ยวันละ 50-60 บาท เท่านั้น ตรงนี้นับเป็นจุดสำคัญมาก เพราะรู้แล้วว่าหากยังดื้อดึงทำแบบนี้ต่อไป หนี้ก็ไม่มีวันหมด ต่อมาปี พ.. 2542 จึง เริ่มศึกษาการทำเกษตรกรรมยั่งยืนจนเข้าใจ และจดรายการอาหารที่กิน แต่ไม่ได้จดราคาเอาไว้ เช่น พืช ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละปีเรากินผัก ผลไม้ชนิดใดบ้าง เก็บข้อมูลจนครบ 1 ปี ก็เห็นได้ชัดว่ามีพืชผัก ผลไม้ ที่ซื้อกินถึง 109 ชนิด/ปี จากนั้นมาก็ลงมือปลูกพืชเหล่านั้น และเดี๋ยวนี้พืชผักที่เคยซื้อกินทั้ง 109 ชนิด มีอยู่ในสวนเกษตรกรรมยั่งยืนของเราทั้งหมดแล้ว

มาถึงวันนี้ พ่อเจริญ ทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จนสามารถปลดหนี้สินได้ และยังมีรายได้พอเพียงจากการขายพืชผัก ผลไม้ ปลอดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีอื่นใด โดยมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 100-200 บาท ส่วนอาหารการกิน แทบจะไม่ต้องซื้อเพราะมีอยู่ในสวนเกษตรที่ปลูกผสมผสาน มีพืชหลากหลายชนิด

ผืนดินแปลงเล็กๆ ของพ่อเจริญ นอกจากสามารถผลิตอาหารปลอดภัยเลี้ยงดูคนในครอบครัวแล้ว ยังให้ผลตอบแทนด้านอื่นๆ ที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้อย่างน้อย 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. หมอ จากพืชอาหารอินทรีย์ 109 ชนิด อย่าง พืชผัก ผลไม้ที่ปราศจากการใช้สารเคมีใดๆ กินแล้วทำให้ร่างกายเราสมบูรณ์ขึ้น 2. ครู จากประสบการณ์การลงมือทำเกษตร เช่น พืชผัก ผลไม้แต่ละชนิดเติบโตได้ดีต่างกันในแต่ละฤดูกาล หากสักแต่ปลุกไปโดยไม่สังเกต ไม่รู้ข้อมูล ก็ไม่ค่อยได้ผล ซึ่งหมายความถึงต้นทุนที่สูญเสียไปด้วย เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ และเวลาในการบำรุง ดูแล 3. คุณธรรม จากการขายพืชอาหารปลอดภัยให้กับคนซื้อ เหมือนการให้ชีวิตและสุขภาพที่ดี ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม 4. การวางแผนชีวิตที่ดี เมื่อรู้จักวางแผนเพื่อให้รู้ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า เราจะอยู่กินอย่างไร ก็รู้ว่าควรปลูกพืชระยะยาวเตรียมไว้ เมื่ออายุมากขึ้นแล้ว อย่างน้อยก็มีสวัสดิการจากพืชที่ปลูกไว้ โดยไม่ต้องคอยอาศัยเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลที่ไม่มีความแน่นอน 5. ความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว มีเวลาดูแลเอาใจใส่กันและกัน มีความผูกพันกันมากขึ้น 6. อิสรภาพในการทำงาน ที่กำหนดเองได้โดยไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ออกคำสั่ง เราเป็นผู้กำหนดเวลาในการดูแลแปลงเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง

ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ ความสุขจากการแบ่งปันอาหาร ที่บางครั้งผลผลิตในแปลงก็นำไปแจกจ่ายให้แก่ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน หรือกระทั่งคนอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเก็บกิน พ่อเจริญบอกว่า ไม่หวงขอเพียงอย่าเอาไปขายต่อ

สวนเกษตรของผมไม่มีรั้วล้อม ใครจะเข้ามาเอาไปกินก็ได้ ขอเพียงอย่าเอาไปขาย วันไหนมีคนกินของเราก็รู้สึกยินดี เราก็มีความสุขในการที่ได้แบ่งปัน ที่ทำเป็นแปลงเปิดแบบนี้เพราะคิดว่าเป็นการให้ใจ และเชื่อว่าคนที่เข้ามาเก็บผลผลิตไปกินตลอด อย่างน้อยวันข้างหน้าเขาจะได้เริ่มพิจารณาเอาเองว่าจะขออย่างเดียวไม่ได้ ควรต้องพึ่งตัวเองให้ได้ด้วย

นอกจากนี้ยังมี ความสุขจากการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ที่คนอื่นๆ เข้ามาร่วมเรียนรู้ ซึ่งพ่อเจริญเชื่อว่าแนวทางแบบเกษตรผสมผสาน-ยั่งยืน เช่นนี้ อย่างน้อยก็ช่วยทำให้คนที่นำไปปฏิบัติมีความสุข สามารถสร้างอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารให้ตนเองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังเป็นแนวทางที่เกื้อกูลธรรมชาติ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุลอีกด้วย

พ่อเจริญ กล่าวย้ำท้ายไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวว่าเคยมีคนเข้ามาศึกษาดูงานและถามผมว่าอาหารมาจากไหน? ผม ก็บอกเขาไปว่า อาหารมาจากการกระทำ การลงมือปฏิบัติงานในสวนของเรา และมาจากธรรมชาติด้วย เพราะที่จริง ธรรมชาติสร้างอาหารมาให้เราแล้ว แต่ตอนนี้ธรรมชาติเริ่มหาย เพราะมนุษย์เราเป็นผู้ทำเอง ดังนั้น ที่หลายคนกังวลว่าวิฤตธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และอาหาร จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การจะแก้ไขปัญหาเราต้องหาทางนำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กลับคืนมาให้ ได้ เกษตรกรรมยั่งยืนก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้ และถ้าหากคนเราปลูกอาหารกินเองได้แล้ว เรื่องวิกฤตอาหารก็ไม่ต้องกลัว

-3-

เยาวชนลุ่มน้ำโขง แลกเปลี่ยน-เรียนรู้-คิดทำ เกษตรกรรมยั่งยืน

ประสบการณ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปฏิบัติการการเกษตรรรมอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างอธิปไตยและความมั่นคง ทางอาหารของชุมชน ต.แม่ทา เปิดห้องเรียนนอกโรงให้กับเยาวชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้เข้ามาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ห้องเรียนที่ไม่มีเกรดแห่งนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เยาวชนได้เห็นความสำเร็จ ของจริงที่เกษตรกรได้ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างมีความสุข พอเพียง และยั่งยืน

Ean Socheth ตัวแทนเยาวชนจากประเทศกัมพูชา กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติอาหารในประเทศกัมพูชานับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะเกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่มั่นใจที่จะทำการเกษตร ด้วยเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร บางคนก็จ่ายเงินเป็นจำนวนมากไปเพื่อการเกษตรที่ใช้สารเคมี แต่ผลที่ได้กลับไม่มีกำไรเลย เพราะคนที่ทำเกษตรสารเคมีต้องใช้เงินซื้อสารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งราคาขายตามท้องตลาดในแต่ละปีก็มักจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาได้ บางคนที่ทำการเกษตรแล้วขายผลผลิตได้ราคาต่ำ สุดท้ายก็ตัดสินใจขายที่ดินให้นักธุรกิจไปจนหมดก็มี แล้วตัวเองก็เดินทางเข้าไปหางานทำในเมือง อยู่ในชุมชนแออัด แต่โชคไม่ดีที่งานส่วนใหญ่มักได้รับค่าจ้างน้อย


สารเคมีถูกสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเอามาบำรุง พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะสื่อเองก็โฆษณาส่งเสริมให้คนใช้สารเคมีมาก นอกจากนี้ การเพาะปลูกในบางพื้นที่เกษตรกรยังไม่รู้เทคนิคอื่นๆ ในการปลูกพืชให้ได้ผลดี นอกเหนือไปจากการใช้สารเคมีเร่งเพียงอย่างเดียว

เขากล่าวต่อว่า การได้มาเรียนรู้แปลงเกษตรกรรมยั่งยืนที่ชุมชน ต.แม่ทา ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทางเลือกในการทำเกษตรที่เป็นประเด็นร่วมของประเทศใน ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารด้วย

นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะได้นำความรู้ เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืนกลับไปถ่ายทอดต่อให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในประเทศ กัมพูชา เพราะยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบอันรุนแรงของการทำเกษตรที่ ใช้สารเคมี ว่ามีผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ทั้งนี้ การทำเกษตรปลอดสารเคมี เป็นเรื่องสำคัญมากต่อประชาชนในประเทศกัมพูชา เพราะ 80% ของพื้นที่ประเทศเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตร ดังนั้น ถ้าหากจะทำการเกษตรก็ควรจะเลือกทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับ ประชาชน รวมทั้งเศรษฐกิจการเกษตรด้วย

Ean Socheth กล่าวเสริมว่า การทำเกษตรอินทรีย์ในกัมพูชา ส่วนใหญ่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นฝ่ายสนับสนุนการผลิต โดยให้คนในชุมชนปลูกผักผลไม้ปลอดสารเคมี แล้วองค์กรจะมารับซื้อไปขายต่อในร้านอาหารที่ขายสินค้าปลอดสารเคมี และในปัจจุบันคนกำลังให้ความสนใจหันมากินอาหารและสินค้าที่ปลอดสารเคมีมาก ขึ้นแล้ว

ปัจจุบันนี้ประชาชนโดยเฉพาะที่กรุงพนมเปญ เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงให้ความสนใจซื้อสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี แม้ว่าราคาจะสูงกว่าพืชผัก ผลไม้ทั่วไปที่ใช้สารเคมีก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม พืชผัก ผลไม้ปลอดสารเคมีส่วนใหญ่เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะดีมากเพราะมีราคา สูง ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่ยังต้องกินผักผลไม้ที่ใช้สารเคมี เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนที่ต่ำก็ไม่คุ้มที่จะซื้อผักผลไม้ปลอดสาร เคมีราคาแพง

นางสาวปิยะพร ชลนภาทวีป ตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการทำเกษตรกรรมยั่งยืนของชาวบ้านชุมชนแม่ทา คือ ความกล้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมี ซึ่งรูปแบบการการเกษตรนี้คือการพึ่งพาตนเอง กล่าวคือ ปลูกพืชกินเองและใช้ประโยชน์ได้เอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่น เป็นการใช้ชีวิตที่พออยู่พอกิน เรียบง่าย มีความพอดีพอเพียงและมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องขายได้หรือไม่ เพราะเน้นปลูกกินเองก่อนถ้าเหลือแล้วค่อยขาย นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้อีกว่า เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เป็นการรู้จักบริหารใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีอยู่ให้ได้อย่างลงตัว เพราะมีทั้งการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักและผลไม้ชนิดต่างๆ อยู่ในที่ดินแปลงเดียวกัน

ปิยะพร เสนอแนะว่า สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ในสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่อาจมีเงื่อนไขจำกัด ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตในแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืนดังเช่นชาวบ้านตำบล แม่ทา แต่ตนคิดว่าคนในเมืองก็สามารถนำแนวคิดยั่งยืน พอเพียงไปใช้ในรูปแบบอื่นได้ เช่น ใช้สิ่งของที่ตนมีอยู่อย่างรู้คุณค่า ก็นับเป็นแนวทางการใช้ชีวิตอย่างพอดีพอเพียงและมีความสุขอีกแนวทางหนึ่ง

การทำเกษตรกรรมยั่งยืน และวิถีชีวิตแบบพอดีพอเพียงของชาวบ้าน ต.แม่ ทา คนในเมืองก็สามารถนำแนวคิดนี้มาเชื่อมโยงใช้เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตอย่างพอ เพียงได้ โดยการพยายามใช้ชีวิตให้ฟุ้งเฟ้อน้อยลง เวลาจะใช้เงินซื้อของก็ควรคิดก่อนว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นมีความจำเป็นจริงๆ หรือไม่ นอกจากนี้ ถ้าใครพอมีพื้นที่สามารถปลูกอะไรกินเองได้ก็ควรจะทำ

นางสาวอัมมะลักษณ์ ศรัทธาวิลัย ตัวแทนเยาวชนจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า การดำรงชีวิตของชาวบ้าน ต.แม่ทา ซึ่งทำการเกษตรแบบธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็อยู่ได้ และมีสุขภาพดีด้วยนั้น เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การเกษตรในประเทศลาว พบว่า การทำเกษตรส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย กล่าวคือ เกษตรกรจำนวนมากยังเน้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชเพียงชนิดเดียวในที่ดินที่มีอยู่ และใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงเยอะ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกแตงกวาเชิงเดี่ยวเพื่อการเศรษฐกิจของครอบครัว พอหมดฤดูปลูกแตงกวาก็หมุนเวียนเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ อีก เช่น ถั่ว ข้าวโพด เป็นต้น ในขณะที่ การปลูกพืชแบบผสมผสาน มีพืชหลากหลายชนิดอยู่ในแปลงเดียวกัน และใช้ระบบธรรมชาติ ย่อมจะมีผลดีกว่าในทางสุขภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะสามารถเก็บกินเองก่อนแล้วค่อยเอาไปขายก็ได้

อัมมะลักษณ์ กล่าวต่อว่า ความรู้ที่ได้เรียนจากแปลงเกษตรกรรมยั่งยืนสามารถนำกลับไปปฏิบัติที่บ้านได้ เลย เช่น การทำปุ๋ยจากมูลวัวเอาไว้บำรุงพืชผักที่ปลูกเพราะที่บ้านเลี้ยงวัว และคิดว่าจะชวนเพื่อนๆ ในชุมชนมาร่วมกันทำด้วย ซึ่งการทำปุ๋ยใช้เองเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน มีแต่ผลดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน และเป็นผลกระทบเชื่อมโยงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

ตอนนี้ ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากถูกทำลายไป อันสืบเนื่องมาจากกระบวนการค้าขาย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น คิดว่าจะรณรงค์ความรู้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกษตรที่อาศัยหลักธรรมชาติให้กับชาวบ้าน เริ่มในชุมชนจากจุดเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยขยายไปสู่วงใหญ่ต่อไป และอยากจะให้ทุกคนร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับภูมิภาคนี้ด้วย

วิกฤตการขาดแคลนอาหารโลกที่คาดการณ์กันว่าจะเกิดขึ้น อาจทำให้หลายคนวิตกกังวล แต่สำหรับชาวบ้าน ต.แม่ทา ผู้เลือกแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน บัดนี้ พวกเขากล้ายืดอกประกาศว่า ไม่ว่าเมื่อใดที่โลกเกิดวิกฤตอาหาร อย่างน้อยที่สุดพวกเขาคือผู้รอดรายท้ายๆ บนผืนดินของตัวเองที่ปลูกอาหารขึ้นมาเลี้ยงชีวิต

ส่วนบทเรียนเกษตรกรรมยั่งยืนจากชุมชนแม่ทาแห่งนี้ เชื่อว่าเยาวชนหลายคนที่ได้มาเรียนรู้ จะสามารถนำกลับไปปฏิบัติใช้ให้สอดคล้องกับท้องถิ่นตนเอง ร่วมกันเป็นพลังผลักดันให้สังคมทั้งในภูมิภาคและโลกนี้ มีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมดุล สมบูรณ์ และยั่งยืนไปอีกยาวนาน

ที่มา:
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=a1_19112008_02

เชิงอรรถ

1 อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

http://www.ezytrip.com/travelsearch/district_attract2.php?chk=621 (ค้นเมื่อ 14 พ.ย. 2551)

2 นศ.10 สถาบัน เดินป่าแม่ทา 'ศึกษาชุมชนอนุรักษ์'
http://www.thaingo.org/story3/news_communforest_24745.html
(ค้นเมื่อ 14 พ.ย. 2551)