Wednesday, 17 December 2008

จวกผู้นำอาเซียนดอดลงนามกฎบัตรอาเซียน ชี้ไร้ส่วนร่วมของประชาชน

17 ธันวาคม 2551
สำนักข่าวประชาธรรม


สืบเนื่องจากการการลงนามให้ความเห็นชอบการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ของผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN: Association of Southeast Asian Nations) ทั้ง 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ระหว่างการประชุมที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎบัตรอาเซียนซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วนั้น จะเป็นกรอบโครงทางกฎหมายหรือเปรียบเทียบได้กับการเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญของ ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติอาเซียน ที่มีประชากรราว 500 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมบางส่วน มีความห่วงใยว่าการประกาศใช้กฎบัตรอาเซียนครั้งนี้ นอกจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว จะย่อมส่งผลกระทบอย่างอื่นตามมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

นาย จักรชัย โฉมทองดี กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch Group) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าอาเซียนจะมีคำขวัญว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่กระบวนการมีส่วนร่วมก็ยังขาดอยู่มาก ทั้งนี้ ไม่ได้ขาดแค่ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยน้อย ไม่ว่าจะเป็นบรูไน สิงคโปร์ พม่า เป็นต้น แต่ยังขาดในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทย และประเทศอื่นอีกด้วย ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตามคำกล่าวอ้างนั้น ดังนั้น กระบวนการทำงานของสมาคมประชาชาติอาเซียนจึงเป็นกระบวนการของคนชั้นนำทำ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าแนวความคิดความต้องการไม่ได้ขึ้นมาจากประชาชน

นายจักรชัย กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ต้องมีกฎบัตรอาเซียน ประการที่หนึ่ง คือ ที่ผ่านมาอาเซียนยังไม่ได้มีสภาพเป็นนิติบุคคล ไม่ได้มีสภาพที่จะเปิดทำสัญญาพันธกรณีกับใครอย่างเป็นทางการ และอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เป็นปัญหาของอาเซียนเหมือนกัน ดังนั้น การเจรจาทางเศรษฐกิจต่างๆ แม้ว่าจะคุยกันในนามอาเซียน แต่เมื่อถึงคราวลงนามและผูกมัดแล้ว กลับยังเป็นในระดับประเทศต่อประเทศ เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาเซียนติดขัดมากในการที่จะไปทำพันธกรณีต่างๆ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ประการที่สอง ที่ผ่านมา อาเซียนยังไม่มีสภาพบังคับระหว่างกัน หมายความว่าถ้าหากมีการตกลงอะไรระหว่างกันขึ้นมา แล้วประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ดำเนินการตาม ก็ไม่มีกฎหมายใดในภูมิภาคที่สามารถเอามาบังคับใช้ได้ เพราะนั้นมันก็จำเป็นต้องมีกฎหมายอะไรร่วมกัน และจึงเป็นเหตุผลให้เกิดการลงนามกฎบัตรอาเซียนในที่สุดทั้งนี้ ผลที่ตามมาจากกฎบัตรอาเซียนซึ่งเป็นเหมือนกฎหมายสูงสุดในระดับภูมิภาค ที่จริงตัวกฎบัตรอาเวียนมีรายละเอียดน้อย เพราะฉะนั้นก็เหมือนรัฐธรรมนูญ ที่ต้องมีกฎหมายลูก มี พ.ร.บ.อะไรต่างๆ ออกมา เพื่อทำให้เกิดการปฏิบัติได้ตามแนวทาง แนวนโยบายร่วมกัน โดยในส่วนของกฎบัตรอาเซียนก็มีการแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก คือ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านความมั่นคงทาการเมือง 3. สังคมวัฒนธรรม

กฎบัตรอาเซียนเปรียบเทียบได้กับการเป็นรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นรัฐธรรมนูญสำหรับ 10 ประเทศร่วมกัน เพื่อที่จะใช้บังคับให้ทุกคนยืนอยู่บนมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน มีแนวปฏิบัติที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เหตุผลสองประการที่กล่าวข้างต้น ก็เป็นสาเหตุของการมีกฎบัตรอาเซียนขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ประเด็นของประชาชนกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เป็นประเด็นนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐมากกว่า นายจักชัย กล่าว

นายจักรชัย กล่าวต่อว่า กฎบัตรอาเซียนที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วง และข้อควรระวัง คือ ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการระบุเรื่องการทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดเดียว ฐานการผลิตเดียว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ การเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งหมายความว่าทั้งอาเซียนจะเปิดเป็นตลาดเดียว ไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างกัน แล้วแนวคิดฐานการผลิตเดียวก็มองว่าอาเซียนเป็นหนึ่งหน่วยการผลิต เช่น สมมติว่าประเทศไทยผลิตข้าวเก่ง อินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องผลิตก็ได้ เพราะประเทศไทยผลิตแล้ว จะไม่มามองเส้นแบ่งทางด้านประเทศภายใน ทั้งนี้ ทิศทางด้านการเปิดเสรีทางการค้าของอาเซียนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ยกตัวอย่างเช่น หากมีบริษัทจากสหรัฐอเมริกามาลงทุนในสิงคโปร์ แล้วอยากจะเข้ามาเปิดในไทย ประเทศไทยก็ต้องเปิดตามเพราะสิงคโปร์เปิดลงทุนกับสหรัฐอยู่แล้ว เราก็ต้องเปิดภายใต้กรอบอาเซียน ถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไปประเทศเราในระดับชาติ โอกาสในการบริหารทางเศรษฐกิจจะลดต่ำลงไปมากเลย และต่อไปประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องไปเจรจา เอฟทีเอ กับใครเพราะว่าการเปิดการค้าเสรีจะเข้ามาในลักษณะซ่อนรูป ผ่านทางประเทศอื่นที่เขามีการเปิดอยู่แล้ว เป็นต้น

การเปิดเสรีทางการค้าแบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น ผมไม่คิดว่าแนวคิดเช่นนี้จะนำพามาซึ่งประโยชน์ที่แท้จริง กล่าวคือ สินค้าต่างๆ อาจจะมาจากนอกภูมิภาค การตรวจหาแหล่งกำเนิดสินค้า การจะดูว่าบริษัทนั้นๆ เป็นบริษัทที่มีแหล่งที่มาจากประเทศในอาเซียนมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีการเปิดเสรีทางการค้า แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่ามีการตกลงหารือกันในรายละเอียดอย่างไร มีการกำหนดคำจำกัดความกับเรื่องเหล่านี้อย่างไรด้วย เพราะที่ผ่านมา อาเซียนก็มีการเปิดค้าเสรีมานานแล้ว ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2535 แต่ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าในบางธุรกิจ และอุตสาหกรรมของบางประเทศมีการปกป้องตัวเองสูง เขาอาจจะไม่พร้อมที่จะเปิด ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อาจจะเกิดแรงเสียดทาน อาจจะไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติช้า ทั้งที่ทุกประเทศแนะแนวว่าต้องใช้ตลาดเสรี ในขณะที่บางประเทศอยากที่จะเก็บความยืดหยุ่นทางการค้าไว้นิดหน่อย นายจักรชัย กล่าว

นายจักรชัย กล่าวเสริมอีกว่า การประกาศใช้กฎบัตรอาเซียนจะย่อมมีผลกระทบต่อการแก้ไขกฎหมายบางอย่างในระดับ ประเทศอีกด้วย เพราะในอนาคตประชาชนจะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงในระดับประเทศอย่างเดียวไม่ ได้แล้ว เช่น หากประชาชนไทยไม่เห็นด้วยกับมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญไทย ที่ระบุเรื่องเศรษฐกิจเสรี จึงต้องการแก้ไข การแก้ไขนั้นก็อาจไม่มีผลอะไร เพราะว่าสิ่งใหญ่กว่าก็คือกฎบัตรอาเซียนที่ยังคงระบุเรื่องการเปิดการค้า เสรีอยู่ ต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขในระดับอาเซียนด้วย แต่การจะขอให้แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนยินยอมพร้อมให้แก้ไข ก็เป็นไปได้ยากมากอย่างไรก็ตาม

นายจักรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการรวมตัวสร้างความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ทำให้การค้าในระดับภูมิภาคมีความสำคัญมากไปกว่าการค้ากับภายนอกภูมิภาค แต่นั่นก็ย่อมอยู่ที่ว่าเป็นการรวมตัวกันบนพื้นฐานอะไร อย่างกรณีกฎบัตรอาเซียนที่เป็นกรอบการรวมตัวกันบนพื้นฐานหลักการตลาดเสรี ตนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากๆ และมีข้อควรระวังในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาแบบซ่อนรูปต่างๆ ของบริษัทข้ามชาติ อย่างที่พูดไปข้างต้น แต่หากมองในระดับภูมิภาค กฎบัตรอาเซียนน่าจะทำให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในภูมิภาค มาติดตาม ทำอะไรร่วมกัน วางแผนร่วมกันในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ในอาเซียนมากขึ้น เพราะเมื่อก่อนก็เป็นแบบประเทศใครประเทศมันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้พอจะทำอะไรแล้ว ก็ต้องทำในระดับอาเซียน

ตัวลายลักษณ์อักษรของกฎบัตรอาเซียนหลายอย่าง ผมก็ยังมองหาทางไม่ออกว่าจะไปแก้ไขอย่างไร เพราะก็ไม่ลืมว่าอาเซียนหลายประเทศ เขาไม่ได้มีพื้นที่อย่างนี้ให้กับประชาชนอยู่แล้ว เราผลักดันรัฐบาลของเราได้ แต่ว่ารัฐบาลพม่าไม่มีใครผลักดัน มันก็ลำบาก เพราะมันต้องใช้ฉันทามติเห็นร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด นายจักรชัย กล่าวทิ้งท้าย.

ที่มา: http://www.newspnn.com/V2008/detail.php?code=n6_17122008_01

No comments: