Wednesday, 10 December 2008

แม่ทา : อาหารบนแผ่นดินของตัวเอง

19 พฤศจิกายน 2551
เรื่องและภาพ โดย ทิพย์อักษร มันปาติ, สำนักข่าวประชาธรรม

www.localtalk2004.com


ความย่อ : แม่ ทา ชุมชนในเขตป่าที่อดีตเป็นถูกเรียกว่า ชุมชนกาฝากได้ปรับพัฒนาชุมชนตนเองกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการทำเกษตรอินทรีย์ที่เลี้ยง ครัวเรือนได้ ผู้นำชุมชนแม่ทาได้ถ่ายทอดประสบการณ์สู่กลุ่มเยาวชนลุ่มน้ำโขงจากประเทศ เพื่อนบ้าน ในเรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพิงตัวเองท่ามกลางแรงบีบคั้น ของระบบเกษตรอุตสาหกรรม

เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมและสังเกตการณ์ในโครงการค่ายเยาวชนลุ่มน้ำโขงเพื่อ การพัฒนาสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 7-14 ตุลาคม 2551 ที่ จ.เชียงใหม่ ในครั้งนี้มีกลุ่มเยาวชนจาก 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง คือ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา (จีน-ประเทศแรกซึ่งอยู่ทางต้นน้ำของแม่น้ำโขง ปีนี้ไม่ได้ส่งเยาวชนมาเข้าร่วม) มาร่วมเรียนรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหา สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในภูมิภาคนี้ และทั่วโลก คือ สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น เพื่อค้นหาแนวทางเลือกในการสร้างความมั่นคง และอธิปไตยทางอาหาร ที่สามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้จริงกับบริบทท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ในการนี้ เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนลุ่มน้ำโขงเพื่อการพัฒนาสังคม ได้ลงพื้นที่ศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์การสร้างความมั่นคงและอธิปไตยทาง อาหารของชุมชนรูปธรรม ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ชุมชน ต.แม่ทา เป็นหนึ่งพื้นที่รูปธรรมซึ่งมีจุดเด่นด้านแนวคิด และวิถีการผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตยทางอาหาร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชุมชนมีบทเรียน และชุดประสบการณ์ที่น่าสนใจด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วม -ป่าชุมชน และการทำเกษตรกรรมยั่งยืน หรือ เกษตรอินทรีย์-ปลอดการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี และยาฆ่าแมลง โดยปัจจุบันเกษตรกรหลายคนทำแปลงเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานเพื่อสร้างความมั่น คงทางอาหารให้ตนเองจากต้นทุนผืนดินที่มีอยู่ และรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทามาจนปัจจุบัน ในโอกาสนี้ จึงนำเรื่องราว ข้อมูล ความรู้ ที่ได้จากชุมชนแห่งนี้ รวมถึงความคิดเห็นบางส่วนจากตัวแทนเยาวชน-คนรุ่นใหม่ ผู้จะเป็นพลังแห่งอนาคตในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้ มาให้ผู้อ่านได้ติดตามกันค่ะ

-1-

แม่ทา: พลิกฟื้นผืนป่า-ร่วมจัดการทรัพยากรชุมชน-ทำเกษตรอินทรีย์-สร้างฐานอาหารมั่นคง

เมื่อครั้งหนึ่งในอดีต ชุมชน ต.แม่ทา เคยถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ชุมชนกาฝากด้วยเหตุเพราะมีความทุรกันดารสูง ไม่สามารถเข้าถึงการบริการต่างๆ ของรัฐได้ เช่น การศึกษา ระบบอุปโภค สาธารณูปโภค ซ้ำยังเคยเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้สัมปทานป่าไม้สัก ไม้ทำหมอนรถไฟ แก่บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 และปี พ.ศ. 2512 1

หลังจากสัมปทานป่าไม้สิ้นสุด สิ่งที่เหลือคืนให้ชุมชน ต.แม่ทา คือ สภาพ ป่าแล้งน้ำ คนในชุมชนต่างได้รับผลกระทบจากการที่รัฐรวบอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไม่มีส่วนร่วมของชุมชนนี้ แต่ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ผืนป่า และสายน้ำ กลับคืนมาหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ต.แม่ทา อีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ของพลังชุมชนที่ร่วมกันทุ่มเทฟื้นฟู ดูแล และรักษาทรัพยากรป่า ให้ฟื้นคืนจากการถูกตัดโค่นในยุคสัมปทานป่า โดยการร่วมกันกำหนดแนวเขตป่าป่าชุมชนกว่า 60,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เขตต้นน้ำ ห้ามทำการรุกล้ำ และพื้นที่ป่าใช้สอย สามารถเข้าไปทำกินได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งหมด

ในขณะที่ผืนป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ต.แม่ทา เริ่มกลับคืนมาสู่ความอุดมสมบูรณ์จากการร่วมกันดูแลของคนในชุมชนหลังจากการ ปิดป่าสัมปทานไปแล้ว และภายหลังต่อมารัฐบาลได้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 696,250 ไร่ หรือ 1,114 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ 2 และท้องที่อำเภอบ้านธิ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยพื้นที่ป่าบางส่วนของ ต.แม่ทา ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ นี้ กลับถูกเหมารวมเป็นผู้บุกรุก ป่าของรัฐ

นับแต่ยุคสัมปทานป่าถึงยุคที่รัฐทำตัวเป็นเจ้าป่า-เจ้าเขาโดยมีท่าทีไม่อยากจะยอมรับความจริงว่าคนอยู่กับป่าได้นั้น ทำให้เกิดการรังวัดแนวเขตป่าอุทยานแห่งชาติไปทับกับ ป่าซึ่งเป็นทั้งบ้านที่อยู่อาศัยและแหล่งหาอยู่หากินแต่เดิมมาของชาวบ้าน ส่งผลให้หลายพื้นที่ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่ในเขตป่าทั่วประเทศต่างได้รับผล กระทบจากความพยายามสารพัดวิธีของหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้-อุทยาน ที่ต้องการให้คนออกไปจากป่าให้หมด

พื้นที่ ต.แม่ทา เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากแนวคิดเอาคนออกจากป่า นอกจากที่ผ่านมาจะได้ลุกขึ้นมายืนยันสิทธิและความชอบธรรมของคนอยู่กับป่า โดยแสดงเจตนารมณ์ และพิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงสิทธิจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน โดยการกำหนดแนวเขตป่าต้นน้ำ-ป่าชุมชน แล้ว ยังรวมไปถึงการที่คนในชุมชนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงและ อธิปไตยทางอาหาร โดยค่อยๆ ปลดแอกตัวเองให้หลุดจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ ที่พ่วงมาพร้อมกับการใช้ปุ๋ย-สารเคมี บำรุงพืช อย่างเข้มข้น จนกลายเป็นประหนึ่งโซ่ล่ามขาผูกไว้กับความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพที่เสื่อมทรุด และหนี้สินที่พอกพูนขึ้นอย่างแทบไม่ทันตั้งตัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ เรียกได้ว่า ชุมชน ต.แม่ทา ได้พิสูจน์ถึงความเป็นหนึ่งในชุมชนตัวอย่างด้านการจัดการทรัพยากรอย่างมี ส่วนร่วม และการทำเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างชัดเจน (เกษตรกรรมยั่งยืน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เกษตรอินทรีย์ - ปลอดจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลง) โดยมีเกษตรกรหลายคนเป็นตัวแทนรูปธรรมของการสร้างความมั่นคงทางและอธิปไตยทาง อาหารให้กับตนเองจากต้นทุนผืนดินที่มีอยู่ ประสบการณ์ดังกล่าวของชุมชน ต.แม่ทา ที่ผ่านมา เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาศึกษา-แลกเปลี่ยน ข้อมูล ความคิด ประสบการณ์ สถานการณ์ อย่างต่อเนื่อง และก็ไม่ว่ากันถ้าใครจะนำไปทำตามบ้าง

-2-

เกษตรยั่งยืน: เปลี่ยนดินติดหนี้ ให้เป็นดินที่กินได้

พ่อเจริญ โปธาสุ เกษตรกรชาวบ้านแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งเขาตั้งความหวังไว้ว่าการทำเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์น่าจะให้ ผลกำไรที่คุ้มค่า และสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจของครอบครัวให้ดีขึ้น ทว่า หลังจากลงมือ-ลงทุน ปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในแปลงนาข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ได้ไม่นาน กลับได้หนี้ก้อนโตกว่า 120,000 บาท เป็นผลตอบแทนต่างกำไร เพื่อปลดตัวเองออกจากหนี้สินที่สะสมพอกพูนขึ้นมา เขาเริ่มตั้งคำถามต่อแนวทางการเกษตรเชิงเดี่ยว-เชิงพาณิชย์ และคิดหาออกว่าจะทำอย่างไรให้อยู่เอย่างยั่งยืนโดยใช้ต้นทุนที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน ที่มีอยู่ จึงเริ่มศึกษารูปแบบการทำเกษตรแบบอื่นๆ ที่ลงทุนแต่พอประมาณแต่ได้ผลยั่งยืน ไม่ใช่ยิ่งลงทุนกลับยิ่งเสี่ยงไปไม่รอด อย่างเช่นที่ผ่านมา


ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 8 ปี แล้ว ที่พ่อเจริญ ดำเนินวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์-ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี สารเคมี หรือยาฆ่าแมลงในการดูแลบำรุงพืช แต่กว่าจะตัดสินใจเลือกหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนได้ เขาใช้เวลากว่า 3 ปี เพื่อศึกษาข้อมูล และจดเก็บบันทึกรายละเอียดรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนอย่างรอบคอบ

พ่อเจริญ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปี ก่อนเริ่มพลิกวิถีการทำเกษตรแบบเน้นขายเข้าตลาดมาสู่การทำเกษตรกรรมแบบ ยั่งยืนว่า แปลงนามรดก 1 ไร่ กับ 3 งาน ที่มีอยู่เป็นที่ปลูกข้าวทำกินมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งปี 2526 เริ่มมีบริษัทเอกชนเข้ามาชักชวนและส่งเสริมให้เกษตรกรในละแวกนั้นหันมาปลูก ข้าวโพดขาย เกษตรกรหลายคนรวมทั้งตัวเองจึงลงทุนปลูกข้าวโพดเป็นรายได้เสริมหลังข้าวในนา เก็บเกี่ยวเสร็จในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ผมทำนาข้าวสลับกับการปลูกข้าวโพดมาตั้งแต่ปี พ.. 2526-2538 ตอน นั้นที่คิดจะปลูกข้าวโพดก็เพราะว่าน่าจะได้กำไรเอามาสนับสนุนความเป็นอยู่ ของครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้ดั่งใจคิด กลับมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิมจนเป็นหนี้สิน…”

...สาเหตุที่เป็นหนี้สินเพราะรายจ่ายในครอบ ครัวสูงขึ้นด้วย และส่วนหนึ่งก็มาจากการลงทุนปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว มีระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต 60 วัน ในระหว่างนั้น ตนเองก็ไม่มีโอกาสที่จะออกไปรับจ้างข้างนอกหารายได้เพิ่ม ในขณะที่มีค่าใช้จ่าย ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สำหรับบำรุงดูแลแปลงข้าวโพด นอกจากนี้ครอบครัวก็ต้องกิน ต้องใช้ จึงจำเป็นต้องขอยืมเงินญาติพี่น้องมาใช้จ่ายก่อน เมื่อขายข้าวโพดได้แล้วถึงค่อยเอามาใช้คืน เป็นวงจรอยู่อย่างนี้จนมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พ่อเจริญ หยิบสมุดบันทึกรายรับ-รายจ่ายครัวเรือน ที่ตนเริ่มจดบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 พร้อมกับแจกแจงต้นตอปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวให้ ฟังว่า เมื่อหนี้สินเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ความเครียดก็ตามมา สุขภาพจิต ละสุขภาพกาย ก็พลอยแย่ตามไปด้วย หรือแม้กระทั่งส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ดังนั้น ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2541 จึงทำการเก็บข้อมูลเรื่องต้นทุนการทำเกษตร บันทึกรายการค่าใช้จ่ายในการอยู่การกิน เพื่อหาสาเหตุแห่งความเป็นหนี้สินว่าเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนไหน ซึ่งก็พบข้อมูลต้นทุนการใช้ที่ดินปลูกข้าว และข้าวโพดเชิงเดี่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้

ต้นทุนปลูกข้าว (.. 2541)

รายการลงทุน

ค่าใช้จ่ายการลงทุน (บาท)

1. เหมาค่ารถพรวนดิน (คิดเหมา)

2. จ้างรถไถนาก่อนปลูกข้าว

3. จ้างปลูกข้าว 5 คน

4. จ้างตัวเองดูแลรักษานาข้าว ให้น้ำ เก็บวัชพืช

5. เก็บเกี่ยวข้าว ลงแขกเอามื้อเอาวัน

6. ขนข้าวเข้ายุ้ง

7. อื่นๆ (ปุ๋ยบำรุง)

700

1,000

500

ไม่คิดค่าแรง

ไม่คิดค่าแรง

500

500


พ่อเจริญ กล่าวว่า ต้นทุนการปลูกข้าวตั้งแต่การไถพรวนดิน ปลูก ดูแลรักษา ขนข้าวเข้ายุ้งฉาง โดยเฉลี่ยคิดเป็นเงินทั้งหมดประมาณ
3,200 บาท สามารถเก็บผลผลิตข้าวทั้งหมด 70 ถัง ราคาขายข้าวในชุมชนคิดถังละ 50 บาท หรือ 3,500 บาท (70 x 50 = 3,500) สรุปแล้วหากปลูกข้าวไว้ขายจะมีกำไรสุทธิเหลือแค่ 300 บาท (3,500 – 3,200 = 300) แต่ถ้าปลูกข้าวไว้กิน ก็ต้องเสียค่าสีข้าวถังละ 5 บาท เช่น ข้าว 70 x 5 = 350 บาท นั่นก็เป็นรายจ่ายที่ตามมาด้วยเช่นกัน


สำหรับการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว 2 ครั้ง/ปี (ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าว) มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน อาทิ ค่าจ้างคนงาน ค่าจ้างไถกลบตอซังข้าวโพด ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยรองพื้น ค่าปุ๋ยกลบต้น โดยไม่ได้บวกค่าแรงของตนเอง 60 วันที่ต้องดูแลไร่ข้าวโพด รวมเป็นค่าต้นทุนทั้งหมด 5,730 บาท/ปี (2,865 x 2 = 5,730) ในขณะที่ได้ผลผลิตข้าวโพดโดยเฉลี่ย 600 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท หรือคิดเป็นเงิน 24,000 บาท (600 x 2 x 20 = 24,000) เมื่อหักต้นทุนออกแล้ว เหลือกำไรสุทธิเพียง 18,270 บาท (24,000 - 5,730 = 18,270)

เมื่อนำต้นทุนการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพดรวมเข้าด้วยกัน แล้ว พบว่าใช้เงินลงทุนโดยเฉลี่ย 8,930 บาท (3,200+5,730 = 8,930) หากคิดเป็นกำไรสุทธิที่ได้จากการปลูกข้าวและปลูกข้าวโพด รวมเป็น 18,570 บาท/ปี (300 + 18,270 = 18,570) หรือสรุปได้ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี พื้นที่ 1 ไร่กับ 3 งาน ให้รายได้ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 กว่าบาท หรือตกวันละประมาณ 50-60 บาท/ครอบครัว

หลังจากเห็นข้อมูลว่าพื้นที่ 1 ไร่ กับ 3 งาน หากปลูกข้าวกับข้าวโพดเพียงสองอย่างนี้ ทำรายได้ให้เราเฉลี่ยวันละ 50-60 บาท เท่านั้น ตรงนี้นับเป็นจุดสำคัญมาก เพราะรู้แล้วว่าหากยังดื้อดึงทำแบบนี้ต่อไป หนี้ก็ไม่มีวันหมด ต่อมาปี พ.. 2542 จึง เริ่มศึกษาการทำเกษตรกรรมยั่งยืนจนเข้าใจ และจดรายการอาหารที่กิน แต่ไม่ได้จดราคาเอาไว้ เช่น พืช ผัก ผลไม้ เพื่อจะได้รู้ว่าในแต่ละปีเรากินผัก ผลไม้ชนิดใดบ้าง เก็บข้อมูลจนครบ 1 ปี ก็เห็นได้ชัดว่ามีพืชผัก ผลไม้ ที่ซื้อกินถึง 109 ชนิด/ปี จากนั้นมาก็ลงมือปลูกพืชเหล่านั้น และเดี๋ยวนี้พืชผักที่เคยซื้อกินทั้ง 109 ชนิด มีอยู่ในสวนเกษตรกรรมยั่งยืนของเราทั้งหมดแล้ว

มาถึงวันนี้ พ่อเจริญ ทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จนสามารถปลดหนี้สินได้ และยังมีรายได้พอเพียงจากการขายพืชผัก ผลไม้ ปลอดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีอื่นใด โดยมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 100-200 บาท ส่วนอาหารการกิน แทบจะไม่ต้องซื้อเพราะมีอยู่ในสวนเกษตรที่ปลูกผสมผสาน มีพืชหลากหลายชนิด

ผืนดินแปลงเล็กๆ ของพ่อเจริญ นอกจากสามารถผลิตอาหารปลอดภัยเลี้ยงดูคนในครอบครัวแล้ว ยังให้ผลตอบแทนด้านอื่นๆ ที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้อย่างน้อย 6 ประการ ดังต่อไปนี้

1. หมอ จากพืชอาหารอินทรีย์ 109 ชนิด อย่าง พืชผัก ผลไม้ที่ปราศจากการใช้สารเคมีใดๆ กินแล้วทำให้ร่างกายเราสมบูรณ์ขึ้น 2. ครู จากประสบการณ์การลงมือทำเกษตร เช่น พืชผัก ผลไม้แต่ละชนิดเติบโตได้ดีต่างกันในแต่ละฤดูกาล หากสักแต่ปลุกไปโดยไม่สังเกต ไม่รู้ข้อมูล ก็ไม่ค่อยได้ผล ซึ่งหมายความถึงต้นทุนที่สูญเสียไปด้วย เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ และเวลาในการบำรุง ดูแล 3. คุณธรรม จากการขายพืชอาหารปลอดภัยให้กับคนซื้อ เหมือนการให้ชีวิตและสุขภาพที่ดี ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม 4. การวางแผนชีวิตที่ดี เมื่อรู้จักวางแผนเพื่อให้รู้ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า เราจะอยู่กินอย่างไร ก็รู้ว่าควรปลูกพืชระยะยาวเตรียมไว้ เมื่ออายุมากขึ้นแล้ว อย่างน้อยก็มีสวัสดิการจากพืชที่ปลูกไว้ โดยไม่ต้องคอยอาศัยเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลที่ไม่มีความแน่นอน 5. ความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว มีเวลาดูแลเอาใจใส่กันและกัน มีความผูกพันกันมากขึ้น 6. อิสรภาพในการทำงาน ที่กำหนดเองได้โดยไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ออกคำสั่ง เราเป็นผู้กำหนดเวลาในการดูแลแปลงเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง

ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ ความสุขจากการแบ่งปันอาหาร ที่บางครั้งผลผลิตในแปลงก็นำไปแจกจ่ายให้แก่ญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน หรือกระทั่งคนอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเก็บกิน พ่อเจริญบอกว่า ไม่หวงขอเพียงอย่าเอาไปขายต่อ

สวนเกษตรของผมไม่มีรั้วล้อม ใครจะเข้ามาเอาไปกินก็ได้ ขอเพียงอย่าเอาไปขาย วันไหนมีคนกินของเราก็รู้สึกยินดี เราก็มีความสุขในการที่ได้แบ่งปัน ที่ทำเป็นแปลงเปิดแบบนี้เพราะคิดว่าเป็นการให้ใจ และเชื่อว่าคนที่เข้ามาเก็บผลผลิตไปกินตลอด อย่างน้อยวันข้างหน้าเขาจะได้เริ่มพิจารณาเอาเองว่าจะขออย่างเดียวไม่ได้ ควรต้องพึ่งตัวเองให้ได้ด้วย

นอกจากนี้ยังมี ความสุขจากการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ที่คนอื่นๆ เข้ามาร่วมเรียนรู้ ซึ่งพ่อเจริญเชื่อว่าแนวทางแบบเกษตรผสมผสาน-ยั่งยืน เช่นนี้ อย่างน้อยก็ช่วยทำให้คนที่นำไปปฏิบัติมีความสุข สามารถสร้างอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหารให้ตนเองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังเป็นแนวทางที่เกื้อกูลธรรมชาติ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุลอีกด้วย

พ่อเจริญ กล่าวย้ำท้ายไว้อย่างน่าสนใจทีเดียวว่าเคยมีคนเข้ามาศึกษาดูงานและถามผมว่าอาหารมาจากไหน? ผม ก็บอกเขาไปว่า อาหารมาจากการกระทำ การลงมือปฏิบัติงานในสวนของเรา และมาจากธรรมชาติด้วย เพราะที่จริง ธรรมชาติสร้างอาหารมาให้เราแล้ว แต่ตอนนี้ธรรมชาติเริ่มหาย เพราะมนุษย์เราเป็นผู้ทำเอง ดังนั้น ที่หลายคนกังวลว่าวิฤตธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และอาหาร จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การจะแก้ไขปัญหาเราต้องหาทางนำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กลับคืนมาให้ ได้ เกษตรกรรมยั่งยืนก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้ และถ้าหากคนเราปลูกอาหารกินเองได้แล้ว เรื่องวิกฤตอาหารก็ไม่ต้องกลัว

-3-

เยาวชนลุ่มน้ำโขง แลกเปลี่ยน-เรียนรู้-คิดทำ เกษตรกรรมยั่งยืน

ประสบการณ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปฏิบัติการการเกษตรรรมอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างอธิปไตยและความมั่นคง ทางอาหารของชุมชน ต.แม่ทา เปิดห้องเรียนนอกโรงให้กับเยาวชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้เข้ามาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ห้องเรียนที่ไม่มีเกรดแห่งนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เยาวชนได้เห็นความสำเร็จ ของจริงที่เกษตรกรได้ยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างมีความสุข พอเพียง และยั่งยืน

Ean Socheth ตัวแทนเยาวชนจากประเทศกัมพูชา กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติอาหารในประเทศกัมพูชานับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะเกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่มั่นใจที่จะทำการเกษตร ด้วยเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร บางคนก็จ่ายเงินเป็นจำนวนมากไปเพื่อการเกษตรที่ใช้สารเคมี แต่ผลที่ได้กลับไม่มีกำไรเลย เพราะคนที่ทำเกษตรสารเคมีต้องใช้เงินซื้อสารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งราคาขายตามท้องตลาดในแต่ละปีก็มักจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาได้ บางคนที่ทำการเกษตรแล้วขายผลผลิตได้ราคาต่ำ สุดท้ายก็ตัดสินใจขายที่ดินให้นักธุรกิจไปจนหมดก็มี แล้วตัวเองก็เดินทางเข้าไปหางานทำในเมือง อยู่ในชุมชนแออัด แต่โชคไม่ดีที่งานส่วนใหญ่มักได้รับค่าจ้างน้อย


สารเคมีถูกสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเอามาบำรุง พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะสื่อเองก็โฆษณาส่งเสริมให้คนใช้สารเคมีมาก นอกจากนี้ การเพาะปลูกในบางพื้นที่เกษตรกรยังไม่รู้เทคนิคอื่นๆ ในการปลูกพืชให้ได้ผลดี นอกเหนือไปจากการใช้สารเคมีเร่งเพียงอย่างเดียว

เขากล่าวต่อว่า การได้มาเรียนรู้แปลงเกษตรกรรมยั่งยืนที่ชุมชน ต.แม่ทา ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นว่า เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทางเลือกในการทำเกษตรที่เป็นประเด็นร่วมของประเทศใน ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารด้วย

นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะได้นำความรู้ เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืนกลับไปถ่ายทอดต่อให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ในประเทศ กัมพูชา เพราะยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบอันรุนแรงของการทำเกษตรที่ ใช้สารเคมี ว่ามีผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ทั้งนี้ การทำเกษตรปลอดสารเคมี เป็นเรื่องสำคัญมากต่อประชาชนในประเทศกัมพูชา เพราะ 80% ของพื้นที่ประเทศเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตร ดังนั้น ถ้าหากจะทำการเกษตรก็ควรจะเลือกทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับ ประชาชน รวมทั้งเศรษฐกิจการเกษตรด้วย

Ean Socheth กล่าวเสริมว่า การทำเกษตรอินทรีย์ในกัมพูชา ส่วนใหญ่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นฝ่ายสนับสนุนการผลิต โดยให้คนในชุมชนปลูกผักผลไม้ปลอดสารเคมี แล้วองค์กรจะมารับซื้อไปขายต่อในร้านอาหารที่ขายสินค้าปลอดสารเคมี และในปัจจุบันคนกำลังให้ความสนใจหันมากินอาหารและสินค้าที่ปลอดสารเคมีมาก ขึ้นแล้ว

ปัจจุบันนี้ประชาชนโดยเฉพาะที่กรุงพนมเปญ เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงให้ความสนใจซื้อสินค้าเกษตรปลอดสารเคมี แม้ว่าราคาจะสูงกว่าพืชผัก ผลไม้ทั่วไปที่ใช้สารเคมีก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม พืชผัก ผลไม้ปลอดสารเคมีส่วนใหญ่เข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะดีมากเพราะมีราคา สูง ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่ยังต้องกินผักผลไม้ที่ใช้สารเคมี เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนที่ต่ำก็ไม่คุ้มที่จะซื้อผักผลไม้ปลอดสาร เคมีราคาแพง

นางสาวปิยะพร ชลนภาทวีป ตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการทำเกษตรกรรมยั่งยืนของชาวบ้านชุมชนแม่ทา คือ ความกล้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน หรือเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมี ซึ่งรูปแบบการการเกษตรนี้คือการพึ่งพาตนเอง กล่าวคือ ปลูกพืชกินเองและใช้ประโยชน์ได้เอง ไม่ต้องพึ่งคนอื่น เป็นการใช้ชีวิตที่พออยู่พอกิน เรียบง่าย มีความพอดีพอเพียงและมีความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องขายได้หรือไม่ เพราะเน้นปลูกกินเองก่อนถ้าเหลือแล้วค่อยขาย นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้อีกว่า เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน เป็นการรู้จักบริหารใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีอยู่ให้ได้อย่างลงตัว เพราะมีทั้งการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักและผลไม้ชนิดต่างๆ อยู่ในที่ดินแปลงเดียวกัน

ปิยะพร เสนอแนะว่า สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง ในสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่อาจมีเงื่อนไขจำกัด ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตในแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืนดังเช่นชาวบ้านตำบล แม่ทา แต่ตนคิดว่าคนในเมืองก็สามารถนำแนวคิดยั่งยืน พอเพียงไปใช้ในรูปแบบอื่นได้ เช่น ใช้สิ่งของที่ตนมีอยู่อย่างรู้คุณค่า ก็นับเป็นแนวทางการใช้ชีวิตอย่างพอดีพอเพียงและมีความสุขอีกแนวทางหนึ่ง

การทำเกษตรกรรมยั่งยืน และวิถีชีวิตแบบพอดีพอเพียงของชาวบ้าน ต.แม่ ทา คนในเมืองก็สามารถนำแนวคิดนี้มาเชื่อมโยงใช้เป็นแนวทางในการใช้ชีวิตอย่างพอ เพียงได้ โดยการพยายามใช้ชีวิตให้ฟุ้งเฟ้อน้อยลง เวลาจะใช้เงินซื้อของก็ควรคิดก่อนว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นมีความจำเป็นจริงๆ หรือไม่ นอกจากนี้ ถ้าใครพอมีพื้นที่สามารถปลูกอะไรกินเองได้ก็ควรจะทำ

นางสาวอัมมะลักษณ์ ศรัทธาวิลัย ตัวแทนเยาวชนจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า การดำรงชีวิตของชาวบ้าน ต.แม่ทา ซึ่งทำการเกษตรแบบธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็อยู่ได้ และมีสุขภาพดีด้วยนั้น เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การเกษตรในประเทศลาว พบว่า การทำเกษตรส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย กล่าวคือ เกษตรกรจำนวนมากยังเน้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกพืชเพียงชนิดเดียวในที่ดินที่มีอยู่ และใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงเยอะ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกแตงกวาเชิงเดี่ยวเพื่อการเศรษฐกิจของครอบครัว พอหมดฤดูปลูกแตงกวาก็หมุนเวียนเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ อีก เช่น ถั่ว ข้าวโพด เป็นต้น ในขณะที่ การปลูกพืชแบบผสมผสาน มีพืชหลากหลายชนิดอยู่ในแปลงเดียวกัน และใช้ระบบธรรมชาติ ย่อมจะมีผลดีกว่าในทางสุขภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะสามารถเก็บกินเองก่อนแล้วค่อยเอาไปขายก็ได้

อัมมะลักษณ์ กล่าวต่อว่า ความรู้ที่ได้เรียนจากแปลงเกษตรกรรมยั่งยืนสามารถนำกลับไปปฏิบัติที่บ้านได้ เลย เช่น การทำปุ๋ยจากมูลวัวเอาไว้บำรุงพืชผักที่ปลูกเพราะที่บ้านเลี้ยงวัว และคิดว่าจะชวนเพื่อนๆ ในชุมชนมาร่วมกันทำด้วย ซึ่งการทำปุ๋ยใช้เองเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน มีแต่ผลดีต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน และเป็นผลกระทบเชื่อมโยงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

ตอนนี้ ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากถูกทำลายไป อันสืบเนื่องมาจากกระบวนการค้าขาย และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ดังนั้น คิดว่าจะรณรงค์ความรู้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกษตรที่อาศัยหลักธรรมชาติให้กับชาวบ้าน เริ่มในชุมชนจากจุดเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยขยายไปสู่วงใหญ่ต่อไป และอยากจะให้ทุกคนร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับภูมิภาคนี้ด้วย

วิกฤตการขาดแคลนอาหารโลกที่คาดการณ์กันว่าจะเกิดขึ้น อาจทำให้หลายคนวิตกกังวล แต่สำหรับชาวบ้าน ต.แม่ทา ผู้เลือกแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน บัดนี้ พวกเขากล้ายืดอกประกาศว่า ไม่ว่าเมื่อใดที่โลกเกิดวิกฤตอาหาร อย่างน้อยที่สุดพวกเขาคือผู้รอดรายท้ายๆ บนผืนดินของตัวเองที่ปลูกอาหารขึ้นมาเลี้ยงชีวิต

ส่วนบทเรียนเกษตรกรรมยั่งยืนจากชุมชนแม่ทาแห่งนี้ เชื่อว่าเยาวชนหลายคนที่ได้มาเรียนรู้ จะสามารถนำกลับไปปฏิบัติใช้ให้สอดคล้องกับท้องถิ่นตนเอง ร่วมกันเป็นพลังผลักดันให้สังคมทั้งในภูมิภาคและโลกนี้ มีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมดุล สมบูรณ์ และยั่งยืนไปอีกยาวนาน

ที่มา:
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=a1_19112008_02

เชิงอรรถ

1 อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

http://www.ezytrip.com/travelsearch/district_attract2.php?chk=621 (ค้นเมื่อ 14 พ.ย. 2551)

2 นศ.10 สถาบัน เดินป่าแม่ทา 'ศึกษาชุมชนอนุรักษ์'
http://www.thaingo.org/story3/news_communforest_24745.html
(ค้นเมื่อ 14 พ.ย. 2551)


No comments: